ห้องปรึกษาของ YOUNIFY Clinic ทีมแพทย์กำลังอธิบายแผนการดูแลกับผู้มารับบริการ
Precision Oncology

ยามุ่งเป้า (targeted therapy) และภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) ทำงานอย่างไร

อ่านบทความ
วันที่6 สิงหาคม 2569
หมวดหมู่Precision Oncology
เวลาอ่าน9 นาที
ตรวจทานโดย ทีมแพทย์ YOUNIFY Clinic ·

ยามุ่งเป้า (targeted therapy) และภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) ทำงานคนละกลไก บทความนี้อธิบายว่าแต่ละแบบออกฤทธิ์อย่างไร ใครที่อาจเหมาะ และข้อจำกัดที่ควรรู้

สารบัญ

สรุปสำคัญ

  • ยามุ่งเป้าออกฤทธิ์ต่อโมเลกุลหรือสัญญาณจำเพาะที่ตรวจพบในเซลล์มะเร็ง จึงต้องมีผลไบโอมาร์กเกอร์รองรับก่อนใช้เสมอ ไม่ได้เลือกจากชนิดของมะเร็งเพียงอย่างเดียว
  • ภูมิคุ้มกันบำบัดไม่ได้ออกฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งโดยตรง แต่ปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเอง โดยพิจารณาร่วมกับ PD-L1, MSI และ TMB ซึ่งไม่มีตัวใดทำนายผลได้สมบูรณ์
  • ไม่ใช่ทุกก้อนมะเร็งจะพบความผิดปกติทางพันธุกรรมที่มียารักษาตรงเป้า (actionable mutation) ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งจึงไม่มีข้อบ่งชี้ให้ใช้ยากลุ่มนี้
  • ผลข้างเคียงของสองกลุ่มนี้ต่างจากเคมีบำบัดอย่างชัดเจน บางอาการต้องแจ้งทีมแพทย์ทันที เช่น หอบเหนื่อยหรือไอแห้งที่เกิดขึ้นใหม่ ท้องเสียมากขึ้นหรือถ่ายมีเลือดปน ตาหรือตัวเหลือง
  • การดื้อยาเป็นสิ่งที่พบได้เมื่อใช้ยาไประยะหนึ่ง จึงต้องติดตามเป็นระบบ และควรตัดสินใจร่วมกับแพทย์ที่ดูแลท่านอยู่ ไม่ควรปรับหรือหยุดการรักษาเดิมเอง

ยามุ่งเป้าทำงานอย่างไร

ยามุ่งเป้า (targeted therapy) คือยาที่ออกฤทธิ์ต่อโมเลกุลหรือกลไกจำเพาะที่ตรวจพบในเซลล์มะเร็ง แทนที่จะออกฤทธิ์กว้างต่อเซลล์ที่แบ่งตัวเร็วทั้งร่างกาย จึงต้องมีผลตรวจไบโอมาร์กเกอร์รองรับก่อนใช้เสมอ ไม่ใช่ยาที่เลือกใช้ได้จากชนิดของมะเร็งเพียงอย่างเดียว

เปรียบเทียบง่าย ๆ ได้ว่า เซลล์มะเร็งบางชนิดมีสวิตช์ที่ค้างอยู่ในตำแหน่งเปิด ทำให้เซลล์ได้รับสัญญาณให้เติบโตและแบ่งตัวตลอดเวลา สวิตช์นี้มักเกิดจากความผิดปกติของยีนบางตัว ยามุ่งเป้าทำหน้าที่เข้าไปขัดขวางสัญญาณจากสวิตช์นั้นโดยเฉพาะ

การจะทราบว่ามีสวิตช์แบบใดอยู่ ต้องอาศัยการตรวจพันธุกรรมของก้อนมะเร็ง ซึ่งอธิบายไว้ในบทความ ตรวจยีนมะเร็ง (Comprehensive Genomic Profiling)

ยากลุ่มนี้มีหลายรูปแบบ ที่พบบ่อยได้แก่

  • ยากลุ่มยับยั้งไทโรซีนไคเนสชนิดรับประทาน (oral TKI) — ยาโมเลกุลเล็กที่รับประทานเป็นเม็ด เข้าไปยับยั้งการส่งสัญญาณภายในเซลล์ มักใช้ในกรณีที่ตรวจพบความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับ EGFR, ALK, ROS1, RET, MET, BRAF หรือ NTRK ตามบริบทของโรค
  • ยากลุ่มแอนติบอดี — โปรตีนที่ออกแบบมาให้จับกับตัวรับบนผิวเซลล์มะเร็ง เช่นกรณีที่ตรวจพบการเพิ่มจำนวนของ HER2 ในโรคที่เหมาะสม
  • ยาที่มุ่งเป้าไปที่กลไกการซ่อมแซมดีเอ็นเอของเซลล์มะเร็ง — ใช้ในบริบทที่ตรวจพบความบกพร่องของกลไกนั้น

หัวใจของยากลุ่มนี้คือ ต้องมีเป้าหมายก่อนจึงจะมียาที่ตรง หากตรวจแล้วไม่พบเป้าหมาย การให้ยากลุ่มนี้ย่อมไม่มีเหตุผลรองรับ และไม่ใช่ทุกก้อนมะเร็งจะพบความผิดปกติทางพันธุกรรมที่มียารักษาตรงเป้า (actionable mutation)

ภูมิคุ้มกันบำบัดทำงานอย่างไร

ภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) ไม่ได้ออกฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งโดยตรง แต่ปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเอง ให้สามารถจดจำและจัดการกับเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น กลุ่มที่ใช้กันมากที่สุดในปัจจุบันคือยาที่ออกฤทธิ์ต่อจุดตรวจสอบของระบบภูมิคุ้มกัน

อธิบายให้เห็นภาพคือ ระบบภูมิคุ้มกันมีเบรกตามธรรมชาติเพื่อไม่ให้ทำร้ายเซลล์ปกติของร่างกายเอง จุดเบรกเหล่านี้เรียกว่า immune checkpoint เซลล์มะเร็งบางชนิดใช้ประโยชน์จากเบรกนี้เพื่อหลบเลี่ยงการถูกตรวจจับ ยากลุ่ม immune checkpoint inhibitor หรือยายับยั้งจุดตรวจสอบภูมิคุ้มกัน ทำหน้าที่ผ่อนเบรกดังกล่าว เพื่อให้เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T cell ทำงานได้ตามปกติมากขึ้น จุดเบรกที่มักถูกพูดถึงคือแกน PD-1/PD-L1 และ CTLA-4

ไบโอมาร์กเกอร์ที่ใช้ประกอบการพิจารณากลุ่มนี้ ได้แก่ PD-L1 (ระดับการแสดงออกของโปรตีนบนเซลล์) MSI (ความไม่เสถียรของลำดับพันธุกรรมซ้ำ ๆ) และ TMB (ปริมาณการกลายพันธุ์ทั้งหมดในก้อนมะเร็ง) อย่างไรก็ตาม ไม่มีตัวชี้วัดใดทำนายผลได้แม่นยำสมบูรณ์ ผู้ที่มีค่าที่ดูเอื้ออาจไม่ตอบสนอง และในทางกลับกันก็เป็นไปได้เช่นกัน

ยากลุ่มภูมิคุ้มกันบำบัดที่ใช้ในปัจจุบันเป็นยาให้ทางหลอดเลือดดำ จึงต้องบริหารยาภายใต้การดูแลของทีมแพทย์และมีระบบเฝ้าระวังอาการรองรับ สำหรับยาที่ต้องให้ทางหลอดเลือดดำ เราประสานส่งต่อสถานพยาบาลพันธมิตร และช่วยดูแลความต่อเนื่องของข้อมูลระหว่างสถานพยาบาล

เปรียบเทียบสามแนวทางที่มักพูดถึงพร้อมกัน

ตารางนี้สรุปความต่างของสามกลุ่มที่ผู้ป่วยมักได้ยินพร้อมกัน เพื่อให้เห็นว่าแต่ละกลุ่มตอบโจทย์คนละแบบ และไม่มีกลุ่มใดที่เหมาะกับทุกคนโดยทั่วไป หากต้องการภาพรวมของแนวคิดการรักษาแบบแม่นยำ อ่านได้ที่ การรักษามะเร็งแบบแม่นยำคืออะไร

หัวข้อเคมีบำบัดยามุ่งเป้าภูมิคุ้มกันบำบัด
เป้าหมายการออกฤทธิ์เซลล์ที่แบ่งตัวเร็วในวงกว้างโมเลกุลหรือสัญญาณจำเพาะในเซลล์มะเร็งระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเอง
ต้องมีผลตรวจอะไรก่อนมักเลือกตามชนิดและระยะของโรคต้องพบเป้าหมายที่ตรงกับยา เช่น EGFR, ALK, ROS1, HER2, BRAF, KRAS, RET, NTRK, METมักพิจารณาร่วมกับ PD-L1, MSI หรือ TMB
รูปแบบยาส่วนใหญ่ให้ทางหลอดเลือดดำหลายชนิดเป็นยารับประทาน (oral TKI) บางชนิดเป็นยาฉีดให้ทางหลอดเลือดดำ
ลักษณะผลข้างเคียงเด่นเม็ดเลือดต่ำ คลื่นไส้ เยื่อบุช่องปากอักเสบ ผมร่วงผื่นผิวหนัง ท้องเสีย ค่าตับเปลี่ยนแปลง ความดันโลหิตสูงภาวะภูมิคุ้มกันทำงานเกินต่ออวัยวะ เช่น ต่อมไทรอยด์ ผิวหนัง ลำไส้ ตับ ปอด
ระยะเวลาที่มักเห็นการเปลี่ยนแปลงประเมินตามรอบการรักษาประเมินตามรอบการรักษาอาจใช้เวลาประเมินนานกว่าในบางราย
ข้อจำกัดสำคัญผลกระทบต่อเซลล์ปกติใช้ไม่ได้หากไม่พบเป้าหมาย และมักเกิดการดื้อยาเมื่อใช้ไประยะหนึ่งไม่ใช่ทุกคนตอบสนอง และมีข้อควรระวังในผู้มีโรคภูมิต้านตนเองหรือผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ

ขอบเขตการดูแลที่ YOUNIFY คือการตรวจภาพวินิจฉัย การตรวจพันธุกรรมของก้อนมะเร็ง การพิจารณาโดยทีมสหสาขา และการวางแผนการรักษาร่วมกับแพทย์ที่ดูแลท่านอยู่ ส่วนเคมีบำบัด รังสีรักษา และการผ่าตัดมะเร็ง จะประสานส่งต่อสถานพยาบาลพันธมิตร และสำหรับยาที่ต้องให้ทางหลอดเลือดดำ เราประสานส่งต่อสถานพยาบาลพันธมิตรเช่นกัน

ตารางนี้มีไว้เพื่อให้ท่านตั้งคำถามกับแพทย์ที่ดูแลท่านได้ตรงจุดขึ้น ไม่ใช่เพื่อใช้เปรียบเทียบว่าควรเปลี่ยนแผนการรักษาที่กำลังได้รับอยู่

ผลข้างเคียงที่ควรทราบและการเฝ้าระวัง

ยาทั้งสองกลุ่มมีผลข้างเคียงที่ต้องเฝ้าระวัง และลักษณะของผลข้างเคียงต่างจากเคมีบำบัดอย่างชัดเจน การรู้ล่วงหน้าว่าอาการใดต้องรีบแจ้งทีมแพทย์ เป็นส่วนสำคัญของความปลอดภัยในการรักษา

ฝั่งยามุ่งเป้า อาการที่พบได้บ่อยมักเกี่ยวกับผิวหนังและทางเดินอาหาร เช่น ผื่นคล้ายสิว ผิวแห้ง เล็บอักเสบ ท้องเสีย เยื่อบุช่องปากอักเสบ บางรายมีค่าการทำงานของตับเปลี่ยนแปลงหรือความดันโลหิตสูงขึ้น อาการส่วนใหญ่จัดการได้ด้วยการดูแลประคับประคองและการปรับขนาดยาโดยทีมแพทย์ ส่วนอาการที่ต้องแจ้งทันทีคือหอบเหนื่อยหรือไอแห้งที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการอักเสบของเนื้อปอดที่พบได้ไม่บ่อยแต่มีความสำคัญ

ฝั่งภูมิคุ้มกันบำบัด ผลข้างเคียงมาจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันทำงานเกินไปกระทบอวัยวะปกติ (immune-related adverse events) อวัยวะที่พบได้บ่อย ได้แก่ ต่อมไทรอยด์ ผิวหนัง ลำไส้ ตับ และปอด อาการอาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ช่วงต้นของการรักษาไปจนถึงหลังหยุดยาไปแล้วระยะหนึ่ง จึงต้องมีการตรวจติดตามค่าเลือดและอาการเป็นระยะ

อาการที่ควรแจ้งทีมแพทย์โดยเร็ว มีดังนี้

  • หอบเหนื่อยหรือไอแห้งที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่
  • ท้องเสียมากขึ้น ถ่ายบ่อยผิดปกติ หรือถ่ายมีเลือดปน
  • ผื่นที่ลุกลามเร็ว มีตุ่มน้ำ หรือมีแผลในเยื่อบุ
  • ตาเหลือง ตัวเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม
  • เหนื่อยผิดปกติ ใจสั่น น้ำหนักเปลี่ยนเร็ว หรืออาการที่อาจสัมพันธ์กับต่อมไทรอยด์
  • ไข้ที่หาสาเหตุไม่ได้ หรืออาการใหม่ที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างรอบนัด

การจัดการผลข้างเคียงเหล่านี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยามาใช้เองหรือหยุดยาเองเมื่อมีอาการ หากมีข้อสงสัย ควรติดต่อทีมที่ดูแลท่านก่อนเสมอ

ใครที่การรักษานี้อาจเหมาะ

โดยทั่วไป การพิจารณาใช้ยาทั้งสองกลุ่มขึ้นอยู่กับผลไบโอมาร์กเกอร์ ชนิดและระยะของโรค การรักษาที่เคยได้รับ สภาพร่างกาย และโรคประจำตัว ไม่ใช่การเลือกตามความต้องการของผู้ป่วยเพียงอย่างเดียว

  • ผู้ที่ตรวจพบความผิดปกติทางพันธุกรรมที่มียาซึ่งออกฤทธิ์ตรงกับเป้าหมายนั้น ในบริบทของโรคที่เหมาะสม
  • ผู้ที่มีไบโอมาร์กเกอร์ฝั่งภูมิคุ้มกันที่เอื้อต่อการพิจารณาภูมิคุ้มกันบำบัด และไม่มีข้อห้ามสำคัญ
  • ผู้ที่โรคดำเนินต่อระหว่างการรักษาเดิม และมีข้อมูลทางโมเลกุลใหม่ที่เปิดทางเลือกเพิ่ม
  • ผู้ที่สภาพร่างกายเหมาะสมกับการรับยาและสามารถมาติดตามผลได้ตามนัด

กลุ่มที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษหรืออาจไม่เหมาะ ได้แก่ ผู้ที่ตรวจไม่พบเป้าหมายหรือไบโอมาร์กเกอร์ที่รองรับ ผู้ที่มีโรคภูมิต้านตนเองที่กำลังมีอาการ ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกันขนาดสูงอยู่ ผู้ที่การทำงานของตับหรือไตมีข้อจำกัด และผู้ที่ใช้ยาหลายชนิดซึ่งอาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา กรณีเหล่านี้ต้องประเมินเป็นรายบุคคลโดยทีมแพทย์

ข้อจำกัดที่ควรทราบ และเรื่องการดื้อยา

ยาทั้งสองกลุ่มเป็นความก้าวหน้าที่มีความหมายในการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง แต่มีข้อจำกัดที่ควรเข้าใจตั้งแต่ต้น เพื่อให้ความคาดหวังตรงกับสิ่งที่ยาทำได้จริง

  • ไม่ใช่ทุกก้อนมะเร็งจะพบความผิดปกติทางพันธุกรรมที่มียารักษาตรงเป้า (actionable mutation) ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งจึงไม่มีข้อบ่งชี้ให้ใช้ยามุ่งเป้า
  • แม้พบเป้าหมายที่ตรงกับยา ก็ไม่สามารถบอกล่วงหน้าได้ว่าผู้ป่วยรายนั้นจะตอบสนองหรือไม่ และไม่มีการยืนยันผลลัพธ์ใด ๆ ไว้ล่วงหน้า
  • การดื้อยาเป็นสิ่งที่พบได้เมื่อใช้ยาไประยะหนึ่ง เนื่องจากเซลล์มะเร็งปรับตัว จึงต้องมีการติดตามและอาจต้องตรวจซ้ำเพื่อดูกลไกการดื้อยา ซึ่งอาจทำได้จากชิ้นเนื้อหรือจากเลือด ดังที่อธิบายไว้ใน Liquid biopsy ตรวจดีเอ็นเอมะเร็งจากเลือด
  • ไบโอมาร์กเกอร์ฝั่งภูมิคุ้มกันอย่าง PD-L1, MSI และ TMB ไม่ใช่เครื่องทำนายที่สมบูรณ์ ผู้ที่มีค่าที่ดูเอื้ออาจไม่ตอบสนอง และในทางกลับกันก็เป็นไปได้
  • การตรวจไบโอมาร์กเกอร์และการตรวจพันธุกรรมของก้อนมะเร็งเหล่านี้ไม่ใช่การตรวจคัดกรองมะเร็งในคนทั่วไปที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย แต่เป็นการตรวจเพื่อวางแผนการรักษาในผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยแล้ว
  • ยาทั้งสองกลุ่มมีผลข้างเคียงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบ และบางอาการต้องได้รับการดูแลอย่างรวดเร็ว
  • ยาเหล่านี้ไม่ได้ทดแทนการรักษามาตรฐานทุกกรณี ในหลายสถานการณ์ยังต้องใช้ร่วมหรือใช้ต่อจากการรักษาอื่น
  • ควรตัดสินใจร่วมกับแพทย์ที่ดูแลท่านอยู่ ไม่ควรปรับหรือหยุดการรักษาเดิมเอง และไม่ควรเปลี่ยนยาตามข้อมูลที่อ่านจากอินเทอร์เน็ตโดยไม่ปรึกษาแพทย์

เมื่อโรคเริ่มดำเนินต่อระหว่างการใช้ยามุ่งเป้า สิ่งที่ทีมแพทย์มักทำคือทบทวนว่ามีกลไกการดื้อยาใหม่เกิดขึ้นหรือไม่ แล้วจึงพิจารณาทางเลือกถัดไปร่วมกัน การดื้อยาไม่ใช่ความผิดพลาดของผู้ป่วยหรือของแผนการรักษา แต่เป็นธรรมชาติของโรคที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง

ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับชนิดการตรวจและแผนการรักษา ทีมแพทย์จะประเมินและแจ้งค่าใช้จ่ายทั้งหมดก่อนเริ่มเสมอ

ขั้นตอนเมื่อมาที่ YOUNIFY

ที่ YOUNIFY Clinic การพิจารณายามุ่งเป้าหรือภูมิคุ้มกันบำบัดไม่ได้เริ่มจากตัวยา แต่เริ่มจากการยืนยันว่ามีข้อบ่งชี้รองรับ และผู้ป่วยพร้อมสำหรับการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง โดยทำงานคู่ขนานไปกับแพทย์ที่ดูแลท่านอยู่ ไม่ใช่การเข้ามาแทนที่

  • ปรึกษาและทบทวนข้อมูล — ผลพยาธิวิทยา ผลภาพวินิจฉัย ผลไบโอมาร์กเกอร์ ประวัติการรักษา โรคประจำตัว และรายการยาที่ใช้อยู่
  • ยืนยันข้อบ่งชี้ — ตรวจสอบว่าผลไบโอมาร์กเกอร์สอดคล้องกับทางเลือกที่กำลังพิจารณา และไม่มีข้อห้ามสำคัญ
  • นำเข้าที่ประชุมทีมสหสาขา — เพื่อให้การตัดสินใจผ่านการพิจารณาร่วมกัน ไม่ใช่การอ่านรายงานโดยลำพัง อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Molecular Tumour Board
  • อธิบายก่อนเริ่มการรักษา — เป้าหมายของการรักษา ผลข้างเคียงที่ต้องเฝ้าระวัง อาการที่ต้องแจ้งทันที รอบการติดตาม และสิ่งที่ยังไม่ทราบ
  • ติดตามอย่างเป็นระบบ — ตรวจติดตามค่าเลือด อาการ และภาพวินิจฉัยตามรอบที่เหมาะสม พร้อมช่องทางติดต่อเมื่อมีอาการระหว่างรอบนัด
  • ประเมินซ้ำเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน — หากโรคดำเนินต่อ อาจพิจารณาตรวจซ้ำจากชิ้นเนื้อหรือจากเลือดเพื่อดูกลไกการดื้อยา แล้วทบทวนแผนอีกครั้งร่วมกับแพทย์ที่ดูแลท่าน

หากแผนการรักษาต้องใช้เคมีบำบัด รังสีรักษา หรือการผ่าตัดมะเร็ง ทีมแพทย์จะประสานส่งต่อสถานพยาบาลพันธมิตร และสำหรับยาที่ต้องให้ทางหลอดเลือดดำ เราประสานส่งต่อสถานพยาบาลพันธมิตรเช่นกัน พร้อมช่วยดูแลความต่อเนื่องของข้อมูลระหว่างสถานพยาบาล

หากท่านหรือคนในครอบครัวได้รับคำแนะนำให้พิจารณายามุ่งเป้าหรือภูมิคุ้มกันบำบัด และต้องการเข้าใจกลไก ผลข้างเคียงที่ต้องเฝ้าระวัง และสิ่งที่ต้องติดตาม เพื่อนำไปพูดคุยกับแพทย์ที่ดูแลท่านอยู่ได้ชัดเจนขึ้น สามารถอ่านรายละเอียดขอบเขตการดูแลได้ที่ บริการดูแลมะเร็งแบบแม่นยำ ไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินใจ และไม่ควรปรับหรือหยุดการรักษาที่กำลังได้รับอยู่ด้วยตนเอง

คำถามที่พบบ่อย

ยามุ่งเป้ากับภูมิคุ้มกันบำบัด ต่างกันอย่างไร

ยามุ่งเป้าออกฤทธิ์ต่อโมเลกุลหรือสัญญาณจำเพาะในเซลล์มะเร็งที่ตรวจพบ ส่วนภูมิคุ้มกันบำบัดปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเองให้จดจำเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น ทั้งสองกลุ่มใช้ไบโอมาร์กเกอร์คนละชุดและมีลักษณะผลข้างเคียงต่างกัน

ยามุ่งเป้าเป็นยากินใช่ไหม

หลายชนิดเป็นยารับประทาน เช่น ยากลุ่มยับยั้งไทโรซีนไคเนสชนิดรับประทาน (oral TKI) แต่ยามุ่งเป้าบางชนิดเป็นยาฉีด ส่วนภูมิคุ้มกันบำบัดที่ใช้ในปัจจุบันเป็นยาให้ทางหลอดเลือดดำ ซึ่งสำหรับยาที่ต้องให้ทางหลอดเลือดดำ เราประสานส่งต่อสถานพยาบาลพันธมิตร

ใช้ยาแล้วจะไม่ต้องรับเคมีบำบัดอีกใช่หรือไม่

ไม่เสมอไป ในหลายสถานการณ์เคมีบำบัดยังจำเป็น บางรายใช้ร่วมกัน บางรายใช้ตามลำดับ การเลือกขึ้นอยู่กับชนิดโรค ระยะ ผลไบโอมาร์กเกอร์ และสภาพร่างกาย ควรตัดสินใจร่วมกับแพทย์ที่ดูแลท่านอยู่ ไม่ควรปรับหรือหยุดการรักษาเดิมเอง

ทำไมบางคนใช้ยามุ่งเป้าได้ผลช่วงหนึ่งแล้วโรคกลับดำเนินต่อ

เพราะเซลล์มะเร็งสามารถปรับตัวจนเกิดการดื้อยาได้เมื่อใช้ยาไประยะหนึ่ง ในกรณีนี้ทีมแพทย์มักพิจารณาตรวจซ้ำจากชิ้นเนื้อหรือจากเลือด เพื่อดูว่ามีกลไกใหม่ที่อธิบายได้หรือไม่ แล้วทบทวนแผนการรักษาอีกครั้ง

ภูมิคุ้มกันบำบัดมีผลข้างเคียงอะไรที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

ผลข้างเคียงเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานเกินไปกระทบอวัยวะปกติ อวัยวะที่พบได้บ่อยคือต่อมไทรอยด์ ผิวหนัง ลำไส้ ตับ และปอด อาการที่ควรแจ้งทีมแพทย์โดยเร็ว ได้แก่ ท้องเสียมากขึ้นหรือถ่ายมีเลือดปน ผื่นลุกลาม หอบเหนื่อย ตาหรือตัวเหลือง และไม่ควรซื้อยามาใช้เองหรือหยุดยาเองเมื่อมีอาการ

ตรวจ PD-L1, MSI หรือ TMB แล้วบอกได้แน่นอนไหมว่าจะตอบสนอง

บอกแน่นอนไม่ได้ ตัวชี้วัดเหล่านี้ช่วยประกอบการพิจารณาเท่านั้น ผู้ที่มีค่าที่ดูเอื้ออาจไม่ตอบสนอง และผู้ที่มีค่าไม่เด่นก็อาจตอบสนองได้ นอกจากนี้การตรวจกลุ่มนี้ไม่ใช่การตรวจคัดกรองมะเร็งในคนทั่วไป แต่ใช้เพื่อวางแผนการรักษาในผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยแล้ว

แหล่งอ้างอิง

  1. National Cancer Institute — Targeted Therapy to Treat Cancer
  2. National Cancer Institute — Immunotherapy to Treat Cancer
  3. ASCO Guideline — Management of Immune-Related Adverse Events in Patients Treated With Immune Checkpoint Inhibitor Therapy
  4. ESMO Clinical Practice Guideline — Management of Toxicities from Immunotherapy

บทความที่เกี่ยวข้อง

Precision Oncology

การรักษามะเร็งแบบแม่นยำ (Precision Oncology) คืออะไร ต่างจากเคมีบำบัดอย่างไร

การรักษามะเร็งแบบแม่นยำ (Precision Oncology) คือการเลือกแนวทางรักษาจากลักษณะทางพันธุกรรมของก้อนมะเร็ง บทความนี้อธิบายว่าต่างจากเคมีบำบัดอย่างไร และเหมาะกับใคร

Precision Oncology

ตรวจยีนมะเร็ง (Comprehensive Genomic Profiling) คืออะไร ใครควรตรวจ และผลบอกอะไรได้บ้าง

ตรวจยีนมะเร็ง (Comprehensive Genomic Profiling) คือการอ่านพันธุกรรมของก้อนมะเร็งเพื่อประกอบการเลือกยา บทความนี้อธิบายว่าใครควรตรวจ ผลบอกอะไร และมีข้อจำกัดใด

Precision Oncology

Liquid biopsy — ตรวจดีเอ็นเอมะเร็งจากเลือด (ctDNA) ต่างจากการเจาะชิ้นเนื้ออย่างไร

Liquid biopsy คือการตรวจหาเศษดีเอ็นเอของเซลล์มะเร็งในกระแสเลือด (ctDNA) บทความนี้อธิบายว่าต่างจากการเจาะชิ้นเนื้ออย่างไร ใช้เมื่อไร และมีข้อจำกัดสำคัญใดบ้าง

หมายเหตุทางการแพทย์

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่แทนการตรวจ วินิจฉัย หรือรักษาโดยแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการเปลี่ยนเร็ว หรือมีภาวะฉุกเฉิน ควรพบแพทย์ทันที

ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ

อยากรู้ว่าแผนดูแลแบบไหนเหมาะกับคุณ?

ส่งรายละเอียดอาการ ประวัติสุขภาพ ยาหรือหัตถการที่เคยทำ และเป้าหมายที่ต้องการ ทีมงานจะช่วยนัดหมายเพื่อประเมินกับแพทย์

ปรึกษาอาการกับ YOUNIFY Clinic