รักษาอาการปวดคอเรื้อรัง

รักษาอาการปวดคอเรื้อรัง

ดูแลโดยแพทย์เฉพาะทางระงับปวด

ปวดแนวกลางคอจากข้อต่อฟาเซ็ต หรือปวดร้าวลงแขนจากรากประสาทถูกกด — เรายืนยันต้นเหตุด้วยการฉีดยาทดสอบเฉพาะจุดและ MRI แล้วรักษาด้วยหัตถการแผลเล็กแบบนำวิถีด้วยภาพถ่าย

ปวดคอเรื้อรังมาจากไหนได้บ้าง?

อาการปวดคอเรื้อรังเกิดได้จากหลายโครงสร้าง — กล้ามเนื้อ ข้อต่อฟาเซ็ตที่เชื่อมกระดูกคอแต่ละข้อ หรือรากประสาทที่ถูกหมอนรองกระดูกกดทับ การรักษาที่ได้ผลจึงต้องเริ่มจากการยืนยันให้ชัดว่าปวดมาจากอะไร ไม่ใช่การกินยาแก้ปวดวนไปโดยไม่รู้สาเหตุ

ที่ YOUNIFY เราใช้การฉีดยาวินิจฉัยเฉพาะจุด และ MRI ในรายที่มีอาการร้าวลงแขน เพื่อยืนยันต้นเหตุก่อน — ทุกหัตถการที่ตามมาเป็นแบบแผลเล็ก นำวิถีด้วยเครื่องเอกซเรย์ (fluoroscopy) หรืออัลตราซาวด์

อาการแบบไหนควรปรึกษาแพทย์
  • ปวดคอเกิน 3 เดือน ไม่ดีขึ้นด้วยยาและกายภาพบำบัด
  • ปวดร้าวลงแขน ชา หรือรู้สึกอ่อนแรง
  • ปวดจนกระทบการนอนหรือการทำงาน
  • ต้องการทางเลือกก่อนตัดสินใจผ่าตัด

เส้นทางการวินิจฉัยและรักษาปวดคอ

อาการ 2 แบบ เส้นทาง 2 สาย — เลือกตามลักษณะอาการของคุณ

ฉีดยาวินิจฉัย medial branch block

ฉีดยาชาปริมาณเล็กน้อยที่เส้นประสาท medial branch ซึ่งรับความรู้สึกจากข้อต่อฟาเซ็ต — ถ้าอาการปวดลดลงชัดเจน แปลว่าข้อต่อฟาเซ็ตคือต้นเหตุ

อ่านผลการตอบสนอง

อาการดีขึ้นชัดเจนชี้ว่าเป็น facet joint pain ถ้าไม่ดีขึ้นมักเป็นอาการปวดจากกล้ามเนื้อ ซึ่งดูแลด้วยกายภาพบำบัด การนวด และการฉีดคลายจุดปวด

รักษาด้วยคลื่นวิทยุ medial branch RF

ใช้พลังงานคลื่นวิทยุระงับสัญญาณปวดจากข้อต่อฟาเซ็ตที่ยืนยันแล้ว — แผลระดับรูเข็ม ทำแบบผู้ป่วยนอก ฟื้นตัวเร็ว

ถ้าผลทดสอบยืนยันข้อต่อฟาเซ็ต
  • Medial branch RF เพื่อระงับปวดได้ยาวนานขึ้น
  • ทางเลือกเสริม: ฉีดยาเข้าข้อต่อฟาเซ็ต ร่วมกับสเตียรอยด์หรือโพรโลเทอราพี
ถ้าฉีดทดสอบแล้วไม่ดีขึ้น — ปวดจากกล้ามเนื้อ
  • โปรแกรมกายภาพบำบัดและการนวดคลายกล้ามเนื้อ
  • ฉีดคลายจุดปวด (trigger point injection)

ทุกหัตถการทำโดยแพทย์เฉพาะทางระงับปวด พร้อมการนำวิถีด้วยภาพถ่าย — fluoroscopy หรืออัลตราซาวด์ — ทุกครั้ง

เปรียบเทียบหัตถการรักษาปวดคอ

ทุกทางเลือกเป็นหัตถการแผลเล็กแบบผู้ป่วยนอก

หัตถการเหมาะกับการนำวิถีการรุกล้ำกลับบ้านวันเดียว
ฉีดยาวินิจฉัย medial branch blockยืนยันว่าปวดจากข้อต่อฟาเซ็ตFluoroscopyเข็มขนาดเล็กได้
คลื่นวิทยุ medial branch RFข้อต่อฟาเซ็ตที่ยืนยันแล้วFluoroscopyเข็มขนาดเล็กได้
ฉีดยาเข้าข้อต่อฟาเซ็ต (สเตียรอยด์ / โพรโลเทอราพี)ทางเลือกเสริมของ facet joint painFluoroscopyเข็มขนาดเล็กได้
ฉีดสเตียรอยด์โพรงประสาทส่วนคอ (Cervical ESI)รากประสาทถูกกด ปวดร้าวลงแขนFluoroscopyเข็มขนาดเล็กได้
ฉีดยารอบรากประสาทเฉพาะเส้นรากประสาทเส้นที่ยืนยันแล้วอัลตราซาวด์เข็มขนาดเล็กได้
ฉีดคลายจุดปวด (Trigger point)ปวดคอจากกล้ามเนื้อจุดสัมผัส / อัลตราซาวด์เข็มขนาดเล็กได้

การรักษาข้อต่อกระดูกสันหลังอักเสบ: Medial Branch Block และการจี้เส้นประสาท (RFA)

การดูแลอาการปวดจากข้อต่อกระดูกสันหลังอักเสบ (Facet Joint) แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน — เริ่มจากการทดสอบฉีดยาชาที่เส้นประสาท (Medial Branch Block) เพื่อยืนยันการวินิจฉัย และหากอาการปวดลดลงอย่างชัดเจน จึงรักษาต่อด้วยการจี้เส้นประสาทด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง (Radiofrequency Ablation) โดยทีมแพทย์

Medial Branch Block (การทดสอบฉีดยาชาที่เส้นประสาท)

การทดสอบฉีดยาชาที่เส้นประสาทบริเวณข้อต่อกระดูกสันหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันการวินิจฉัยภาวะข้อต่อหลังอักเสบ และพยากรณ์การตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีจี้เส้นประสาท โดยใช้เครื่องเอกซเรย์ร่วมกับการฉีดสารทึบรังสี เพื่อยืนยันตำแหน่งของเส้นประสาทและการกระจายของยา

การฉีดยานี้เป็นการปฏิบัติเพื่อการวินิจฉัย ไม่ใช่การรักษาแบบถาวร หากผู้ป่วยมีอาการปวดลดลงอย่างชัดเจนภายหลังการฉีดยา แพทย์จะนัดมาเพื่อจี้เส้นประสาทด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูงเป็นขั้นตอนต่อไป

เพื่อการวินิจฉัย — ไม่ใช่การรักษาถาวร

Radiofrequency Ablation (การจี้เส้นประสาทด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง)

การจี้เส้นประสาทที่นำความรู้สึกปวดจากข้อต่อที่อักเสบด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง ช่วยให้อาการปวดลดลงโดยไม่มีผลต่อการทำงานของเส้นประสาทอื่น จะทำในผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการฉีดยาชาทดสอบ (MBB) และมีอาการปวดลดลงอย่างชัดเจน

  1. ฉีดยาชาทดสอบที่เส้นประสาทเลี้ยงข้อต่อ (MBB) ภายใต้เครื่องเอกซเรย์และสารทึบรังสี
  2. บันทึกคะแนนความปวดในอิริยาบถต่าง ๆ ทุก 2 ชั่วโมง เป็นเวลา 24 ชั่วโมง
  3. หากอาการปวดลดลงอย่างชัดเจน แพทย์จะนัดมาจี้เส้นประสาทด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง (RFA)
  4. RFA จี้เฉพาะเส้นประสาทที่นำความปวด ช่วยบรรเทาอาการได้ยาวนานขึ้น โดยไม่กระทบเส้นประสาทอื่น

เหมาะกับใคร (ข้อบ่งชี้ในการตรวจวินิจฉัยและการรักษา)

  • ผู้ที่มีอาการปวดคอหรือปวดหลังเรื้อรัง และสงสัยภาวะข้อต่อกระดูกสันหลังอักเสบ (facet joint arthropathy)
  • ผู้ที่มีอาการปวดคอเป็นหลัก และอาจร้าวลงสะบักหรือหลังส่วนบน
  • ผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างเป็นหลัก และอาจร้าวลงก้นหรือต้นขา

หัตถการฉีดยานำวิถีเพื่อรักษาอาการปวด

นอกจากการจี้เส้นประสาท (RFA) ยังมีหัตถการฉีดยาแบบนำวิถีด้วยภาพถ่ายอีกหลายแบบ ซึ่งทีมแพทย์เลือกใช้ตามต้นเหตุของอาการปวด โดยการเตรียมตัว การดูแลหลังทำ และข้อควรระวังเป็นไปในแนวทางเดียวกับที่อธิบายไว้ด้านล่าง

ฉีดยาเข้าข้อต่อฟาเซ็ต (สเตียรอยด์ / โพรโลเทอราพี)

ฉีดยาเข้าข้อต่อฟาเซ็ตโดยตรงภายใต้เครื่องเอกซเรย์นำวิถี เพื่อลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวดจากข้อต่อที่เสื่อมหรืออักเสบ อาจใช้สเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบ หรือโพรโลเทอราพีเพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ — เป็นทางเลือกเสริมในผู้ที่ยืนยันแล้วว่าปวดจากข้อต่อฟาเซ็ต

ฉีดสเตียรอยด์โพรงประสาทส่วนคอ (Cervical Epidural Steroid Injection)

ฉีดยาต้านการอักเสบ เช่น สเตียรอยด์ร่วมกับยาชา เข้าไปในช่องเหนือเยื่อไขสันหลังชั้นนอก เพื่อลดการอักเสบของเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงแขนหรือขา ทำภายใต้เครื่องเอกซเรย์ร่วมกับสารทึบรังสีเพื่อยืนยันตำแหน่ง เหมาะกับผู้ที่ปวดร้าวลงแขนหรือขาจากหมอนรองกระดูกกดทับหรือช่องกระดูกสันหลังตีบแคบ ที่ไม่ตอบสนองต่อยาและกายภาพบำบัด โดยเฉลี่ยผลระงับปวดอยู่ได้ราว 2–3 เดือน และช่วยระบุตำแหน่งต้นเหตุของอาการปวดได้

บรรเทาปวดโดยไม่ต้องผ่าตัด · ผลเฉลี่ย 2–3 เดือน

ฉีดยารอบรากประสาทเฉพาะเส้น (Selective Nerve Root Block)

ฉีดยาเจาะจงไปที่รากประสาทเส้นที่เป็นต้นเหตุของอาการปวดโดยตรง ภายใต้อัลตราซาวด์หรือเอกซเรย์นำวิถี ช่วยทั้งยืนยันว่ารากประสาทเส้นใดเป็นต้นเหตุ และลดการอักเสบเฉพาะจุด เหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดร้าวตามแนวรากประสาทเส้นใดเส้นหนึ่งอย่างชัดเจน

การเตรียมตัวก่อนทำ

  • งดน้ำและอาหารก่อนฉีดยาอย่างน้อย 6 ชั่วโมง
  • แจ้งแพทย์หากมีโรคประจำตัว ประวัติแพ้ยาชาเฉพาะที่หรือสารทึบรังสี หรือใช้ยาละลายลิ่มเลือด/ยาป้องกันเลือดแข็งตัว โดยเฉพาะ warfarin หรือ clopidogrel
  • เช้าวันฉีดยา รับประทานยาประจำตัวเฉพาะที่แพทย์แนะนำ และควรงดยาแก้ปวดมื้อเช้า เพื่อให้แพทย์ทราบผลการรักษาที่แท้จริง
  • ควรมีญาติหรือผู้ดูแลมาด้วย เนื่องจากไม่จำเป็นต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล

ข้อห้ามในการทำ

  • มีการติดเชื้อบริเวณผิวหนังที่จะฉีดยา
  • ตั้งครรภ์ หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์
  • มีประวัติแพ้ยาชาเฉพาะที่หรือสารทึบรังสี
  • ใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) หรือไม่สามารถนอนคว่ำได้นาน — สำหรับการจี้ RFA

การปฏิบัติตัวหลังทำ

  • สังเกตอาการที่ห้องพักฟื้นประมาณ 30–60 นาที
  • บันทึกคะแนนความปวดกลับไปทำที่บ้านทุก 2 ชั่วโมง เป็นเวลา 24 ชั่วโมง แล้วนำมาในวันนัด (บางกรณีอาจถ่ายรูปส่งทางอีเมลหรือไลน์)
  • หากอาการดีขึ้นชัดเจน แพทย์จะนัดจี้เส้นประสาทด้วยคลื่นวิทยุ (RFA) เป็นขั้นตอนต่อไป
  • ทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการขับรถเองหลังฉีดยา

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

  • ใน 1–2 วันแรกอาจปวดหรือระบมบริเวณที่ฉีด แนะนำให้ประคบเย็น
  • อาการปวดอาจไม่ทุเลาทันที หรืออาจปวดเพิ่มขึ้นจากการอักเสบชั่วคราว และอาจเวียนศีรษะชั่วคราว
  • อาจแพ้ยาชาหรือสารทึบรังสี หรือมีเลือดออก/ติดเชื้อบริเวณที่ฉีด (พบได้น้อย)
  • หากใช้สเตียรอยด์ อาจมีผลข้างเคียงชั่วคราว เช่น ประจำเดือนผิดปกติ สิวขึ้น น้ำหนักหรือหน้าบวม และระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน
  • ภาวะแทรกซ้อนต่อระบบประสาทจากการบาดเจ็บของเส้นประสาทหรือไขสันหลัง พบได้น้อยมาก

ตารางราคา

หัตถการราคาไทยเริ่มต้น (฿)ราคาไทยเริ่มต้น (AUD)ราคามาตรฐานที่ออสเตรเลีย (AUD)
แนวทางการรักษาอาการปวดคอ
ฉีดยาข้อฟาเซ็ต / เอพิดูรัลบริเวณคอ (Cervical Injection)30,000A$1,304A$4,000
บล็อกเส้นประสาท (Nerve Block)A$600

* ราคาโดยประมาณเพื่อการอ้างอิง ราคาที่แน่นอนขึ้นกับการประเมินของแพทย์เป็นรายบุคคล ราคาในต่างประเทศเป็นค่าประมาณตลาดเพื่อเปรียบเทียบเท่านั้น กรุณาสอบถามทีมงานเพื่อรับใบเสนอราคา

นัดหมายปรึกษา

คำถามที่พบบ่อย

ข้อสงสัยเกี่ยวกับหัตถการรักษาปวดคอ

การฉีดยาวินิจฉัยเจ็บไหม ใช้เวลานานเท่าไร?
เราใช้เข็มขนาดเล็กร่วมกับยาชาเฉพาะที่ หัตถการส่วนใหญ่ใช้เวลา 15–30 นาที และกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน
ผลของ medial branch RF อยู่ได้นานแค่ไหน?
ผลระงับปวดมักอยู่ได้หลายเดือน และสามารถทำซ้ำได้เมื่ออาการกลับมา ทั้งนี้ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละราย
ต้องผ่าตัดไหม?
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ไม่มีอาการอ่อนแรงหรือการกดทับไขสันหลังสามารถเริ่มจากหัตถการแผลเล็กเหล่านี้ก่อน หากจำเป็นต้องผ่าตัดจริง ทีมแพทย์จะช่วยประสานการส่งต่อ

ให้อาการปวดคอของคุณได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง

นัดประเมินกับทีมแพทย์ระงับปวด เพื่อหาเส้นทางการรักษาที่ตรงกับอาการของคุณ

ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ