การประเมินอาการปวดหลังและปวดคอเรื้อรังโดยทีมแพทย์

อาการ

ปวดหลังเรื้อรัง ปวดคอเรื้อรัง รักษาที่ไหนดี? เริ่มจากรู้ก่อนว่าอาการของคุณอยู่โซนไหน

อาการปวดหลังและปวดคอที่เป็นนานเกิน 12 สัปดาห์ ส่วนใหญ่ดูแลได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แนวทางคือไล่จากปรับพฤติกรรมและกายภาพบำบัด ไปหายา แล้วจึงเป็นหัตถการเข็มนำภาพที่ทำโดยทีมแพทย์ด้านเวชศาสตร์การระงับปวด โดยเก็บการผ่าตัดไว้เป็นทางเลือกท้าย ๆ สำหรับผู้ที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน

สรุปสำคัญ

ตรวจทานโดย ทีมแพทย์ YOUNIFY Clinic · อายุรศาสตร์และเวชศาสตร์เฉพาะทาง · อัปเดต 14 สิงหาคม 2569 · 10 นาที

  • ปวดหลังเรื้อรัง ปวดคอเรื้อรัง รักษาที่ไหน ตอบสั้น ๆ ก่อนว่า อาการปวดหลังและปวดคอที่เป็นนานเกิน 12 สัปดาห์ส่วนใหญ่ดูแลได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แนวทางคือไล่จากปรับพฤติกรรมและกายภาพบำบัด ไปหายา แล้วจึงเป็นหัตถการเข็มนำภาพที่ทำโดยทีมแพทย์ด้านเวชศาสตร์การระงับปวด โดยเก็บการผ่าตัดไว้เป็นทางเลือกท้าย ๆ สำหรับผู้ที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน
  • หน้านี้เป็นหน้านำทาง ไม่ใช่บทความเชิงลึก หน้าที่ของมันคือช่วยให้คุณแยกได้ว่าอาการของคุณอยู่โซนหลังหรือโซนคอ รู้ว่าอาการแบบไหนต้องไปพบแพทย์ทันที และรู้ว่าควรอ่านบทความไหนต่อ ดูรายการทั้งหมดที่ อ่านต่อตามคำถามที่คุณมี
  • ← กลับไปที่ ดูอาการทั้งหมด (Conditions)

01

อาการแบบไหนที่เข้าข่าย

โซนหลัง — ปวดหลัง ปวดเอว

  • ปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง ปวดตื้อ ๆ ตึง ๆ เป็น ๆ หาย ๆ มาหลายเดือน
  • ปวดร้าวลงขา ปวดจากหลังหรือสะโพกลามลงต้นขา น่อง หรือถึงเท้า บางคนเรียกว่าปวดสลักเพชร
  • ชาหรือเสียว ตามแนวขาข้างใดข้างหนึ่ง บางครั้งรู้สึกเหมือนไฟช็อตเวลาไอหรือจาม
  • ปวดตอนนั่งนาน นั่งประชุมหรือนั่งขับรถได้ไม่นานก็ต้องลุกยืด
  • ปวดตอนยกของ ปวดขึ้นมาทันทีตอนยกของหนักหรือก้มยกผิดท่า แล้วค้างอยู่หลายวัน
  • ปวดหรือชาขาเวลายืนและเดินนาน ๆ แล้วดีขึ้นเมื่อนั่งพักหรือก้มตัวไปข้างหน้า
  • แอ่นหลังหรือบิดตัวแล้วปวด ซึ่งมักชี้ไปที่ข้อต่อด้านหลังของกระดูกสันหลัง

โซนคอ — ปวดคอ บ่า ไหล่

  • ปวดคอเรื้อรัง ปวดต้นคอหรือบ่า ตึงค้าง หันคอได้ไม่สุด
  • ปวดร้าวลงแขน ปวดจากคอลามลงสะบัก ต้นแขน ปลายแขน หรือถึงนิ้วมือ
  • ชาปลายมือ ชาหรือซ่าที่นิ้ว จับของแล้วรู้สึกไม่ถนัดเหมือนเดิม
  • ออฟฟิศซินโดรม ปวดคอ บ่า สะบัก จากการนั่งหน้าจอนาน ก้มมองมือถือ และท่าทางค้างซ้ำ ๆ
  • ปวดมากขึ้นตอนบ่ายและช่วงงานหนัก แล้วทุเลาลงในวันหยุด
  • ปวดหัวจากต้นคอ ปวดตื้อจากท้ายทอยขึ้นไปด้านบน มักมาพร้อมคอตึง

อาการทั้งสองโซนอาจเกิดร่วมกันได้ในคนเดียว โดยเฉพาะผู้ที่นั่งทำงานนานและมีท่าทางค้างซ้ำ ๆ

02

สาเหตุที่พบบ่อย

โครงสร้างที่เป็นต้นตอของทั้งสองโซนคล้ายกัน เพราะกระดูกสันหลังทั้งสองระดับมีองค์ประกอบเดียวกัน

  • กล้ามเนื้อและเอ็นที่ตึงล้าสะสม จากท่าทางค้างนาน การใช้งานซ้ำ ๆ หรือความเครียด
  • ข้อต่อฟาเซต (facet joint) ข้อต่อเล็ก ๆ ด้านหลังกระดูกสันหลังที่เสื่อมและอักเสบ มักปวดเวลาแอ่นหลังหรือบิดตัว และเป็นต้นตอที่ตอบสนองต่อหัตถการเข็มนำภาพได้ดีในรายที่คัดเลือกมาเหมาะสม
  • หมอนรองกระดูกเสื่อมหรือปลิ้น ทั้งระดับเอวและระดับคอ เมื่อกดเบียดรากประสาทจะทำให้ปวดร้าว ชา หรืออ่อนแรงตามแนวเส้นประสาทนั้น
  • โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ พบบ่อยขึ้นตามอายุ มักปวดหรือชาขาเวลายืนเดินนานแล้วดีขึ้นเมื่อนั่ง
  • จุดกดเจ็บในกล้ามเนื้อ (trigger point) ก้อนตึงที่กดแล้วปวดร้าวไปที่อื่น พบบ่อยในกลุ่มออฟฟิศซินโดรม

03

ทางเลือกการดูแล — จากเบาไปหนัก

หลักเดียวกันใช้ได้ทั้งสองโซน คือเริ่มจากวิธีที่รบกวนร่างกายน้อยที่สุดก่อน แล้วขยับขึ้นเมื่ออาการยังรบกวนชีวิตจริง

ขั้นทำอะไรเหมาะกับใครข้อจำกัดที่ควรรู้
1. ปรับพฤติกรรมและท่าทางจัดโต๊ะทำงานและระดับจอ พักยืดเป็นช่วง ๆ ปรับวิธียกของ คงการเคลื่อนไหวไว้แทนการนอนนิ่งทุกคน เป็นฐานของทุกทางเลือกต้องทำต่อเนื่อง อาการมักกลับมาเมื่อกลับไปใช้ท่าเดิม
2. กายภาพบำบัดและการออกกำลังกายฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวหรือกล้ามเนื้อคอ–บ่า ปรับสมดุลท่าทางและความยืดหยุ่นอาการเรื้อรังที่ยังไม่มีสัญญาณอันตรายใช้เวลาหลายสัปดาห์ ต้องทำสม่ำเสมอจึงเห็นผล
3. ยายาบรรเทาปวดหรือลดการอักเสบตามที่ทีมแพทย์พิจารณา (ชื่อสามัญเสมอ)ช่วงที่อาการกำเริบ หรือเพื่อเปิดโอกาสให้ทำกายภาพได้จัดการอาการ ไม่ได้แก้ต้นตอ · ต้องระวังในผู้มีโรคกระเพาะ ไต หรือหัวใจ
4. หัตถการเข็มนำภาพดูรายการด้านล่าง ทั้งหมดใช้ภาพนำทาง เข็มอย่างเดียว ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลผู้ที่ดูแลขั้น 1–3 ครบแล้วยังปวดจนกระทบชีวิต และระบุต้นตอได้ค่อนข้างชัดเป็นการบรรเทาอาการ ไม่ได้ย้อนความเสื่อมของโครงสร้าง · บางหัตถการอาจต้องทำซ้ำเมื่ออาการกลับมา · ระดับการตอบสนองต่างกันในแต่ละบุคคล
5. การผ่าตัดพิจารณาเป็นทางเลือกท้าย ๆผู้ที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน เช่น เส้นประสาทถูกกดเบียดจนอ่อนแรงมากขึ้น หรืออาการรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อการดูแลอื่นระยะพักฟื้นนานกว่าและมีความเสี่ยงของการผ่าตัดที่ต้องชั่งน้ำหนักเป็นรายบุคคล

04

หัตถการเข็มนำภาพที่ทำจริงที่คลินิก

หัตถการทั้งหมดต่อไปนี้ทำโดยทีมแพทย์ด้านเวชศาสตร์การระงับปวด ใช้ภาพนำทาง (เอกซเรย์หรืออัลตราซาวด์) เพื่อวางเข็มให้ตรงตำแหน่ง ใช้เข็มอย่างเดียว ไม่มีแผลผ่าตัด ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล และโดยทั่วไปกลับบ้านได้ในวันเดียว ใช้เครื่องมือที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล

  • การฉีดยาชาวินิจฉัยที่เส้นประสาทเมเดียลแบรนช์ (diagnostic medial branch block) คือการฉีดยาชาปริมาณน้อยที่เส้นประสาทซึ่งรับความรู้สึกจากข้อต่อฟาเซต เพื่อ *ยืนยัน* ว่าข้อต่อนั้นคือต้นตอของอาการจริงหรือไม่ ก่อนตัดสินใจทำขั้นถัดไป
  • การจี้เส้นประสาทเมเดียลแบรนช์ด้วยคลื่นวิทยุ (medial branch radiofrequency ablation, RFA) ใช้ความร้อนจากคลื่นวิทยุลดการส่งสัญญาณปวดจากข้อต่อฟาเซต พิจารณาในผู้ที่ตอบสนองดีต่อการฉีดวินิจฉัยมาก่อน
  • การฉีดยาเข้าข้อฟาเซต (facet joint injection) ฉีดสเตียรอยด์ เกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) หรือสารกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ (prolotherapy) เข้าข้อโดยตรง ทางเลือกของสารที่ใช้พิจารณาเป็นรายบุคคลตามข้อบ่งชี้
  • การฉีดยาเข้าช่องเหนือไขสันหลังระดับคอ (cervical epidural steroid injection) ใช้กับอาการปวดคอร้าวลงแขนจากรากประสาทที่อักเสบ ช่วยลดการอักเสบรอบเส้นประสาทเพื่อให้ทำกายภาพต่อได้
  • การฉีดยาที่รากประสาทคอแบบเลือกตำแหน่ง (selective cervical nerve root injection) ฉีดเจาะจงที่รากประสาทเส้นที่สงสัย ใช้ได้ทั้งเพื่อบรรเทาอาการและเพื่อช่วยระบุว่ารากประสาทเส้นใดเป็นต้นตอ
  • การฉีดยาที่จุดกดเจ็บ (trigger point injection) ใช้กับก้อนตึงในกล้ามเนื้อคอ บ่า หรือหลังที่กดแล้วปวดร้าว มักใช้ร่วมกับกายภาพบำบัด ไม่ใช่ใช้เดี่ยว ๆ

หัตถการทั้งหมดมุ่ง ช่วยบรรเทาอาการและเปิดโอกาสให้ฟื้นฟูได้ ไม่ได้ทำให้ความเสื่อมของโครงสร้างหายไป ทีมแพทย์จะอธิบายความเสี่ยงเฉพาะรายและสิ่งที่คาดหวังได้ก่อนทำทุกครั้ง

05

การประเมินที่คลินิกเป็นอย่างไร

  • ซักประวัติอย่างละเอียด ตำแหน่งที่ปวด แนวการร้าว ท่าที่กระตุ้นและท่าที่บรรเทา ผลกระทบต่อการนอนและการทำงาน และสิ่งที่เคยรักษามาแล้ว
  • ตรวจร่างกายทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ดูกำลังกล้ามเนื้อ การรับความรู้สึก รีเฟล็กซ์ พิสัยการเคลื่อนไหว และการทดสอบที่ช่วยแยกว่าอาการมาจากข้อต่อ หมอนรอง หรือกล้ามเนื้อ
  • ภาพถ่ายทางรังสีตามความจำเป็น ไม่ใช่ทุกคนต้องทำ MRI และภาพที่ผิดปกติก็ไม่ได้แปลว่านั่นคือต้นตอเสมอไป ต้องอ่านคู่กับอาการจริง
  • วางแผนแบบขั้นบันไดร่วมกัน ถ้ายังมีขั้นที่รบกวนน้อยกว่าที่ยังไม่ได้ลองเต็มที่ ทีมแพทย์จะบอกตรง ๆ ก่อนพิจารณาหัตถการ

06

เมื่อไหร่ที่ต้องพบแพทย์ทันที (สัญญาณอันตราย)

อาการปวดหลังและปวดคอส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่สัญญาณต่อไปนี้ ไม่ควรรอดูอาการ ให้ไปพบแพทย์หรือห้องฉุกเฉินทันที

  • อ่อนแรงชัดเจน ที่ขาหรือแขน โดยเฉพาะที่เป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือเดินเซ ทรงตัวแย่ลง มือทำงานละเอียดไม่ได้เหมือนเดิม
  • ชาบริเวณก้น ฝีเย็บ และอวัยวะเพศ (ชาแบบนั่งบนอาน)
  • ควบคุมปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ หรือถ่ายปัสสาวะลำบากผิดปกติ
  • มีไข้ร่วมกับปวดหลังหรือปวดคอ โดยเฉพาะหากมีประวัติติดเชื้อ ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน หรือเพิ่งได้รับการฉีดยาบริเวณกระดูกสันหลัง
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือปวดรุนแรงตอนกลางคืนจนตื่น
  • มีประวัติมะเร็ง ร่วมกับอาการปวดหลังหรือปวดคอที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่หรือเปลี่ยนลักษณะไป
  • ปวดหลังหรือปวดคอหลังอุบัติเหตุ เช่น รถชน หกล้ม หรือตกจากที่สูง

กลุ่มอาการชารอบก้นร่วมกับควบคุมการขับถ่ายลำบาก อาจบ่งชี้ภาวะกดทับกลุ่มเส้นประสาทส่วนปลาย (cauda equina) ซึ่งต้องได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน

<a id="อ่านต่อ"></a>

07

อ่านต่อตามคำถามที่คุณมี

ถ้าอาการอยู่ที่หลัง

ถ้าอาการอยู่ที่คอ

ถ้าคำถามคือเรื่องค่าใช้จ่าย

คำถามที่พบบ่อย

ปวดหลังหรือปวดคอเรื้อรัง ต้องทำ MRI ทุกคนไหม?

ไม่ทุกคน การส่งตรวจขึ้นกับอาการ ผลตรวจร่างกาย และสิ่งที่จะเปลี่ยนแผนการรักษา ที่สำคัญคือภาพที่พบความผิดปกติไม่ได้แปลว่าจุดนั้นคือต้นตอของอาการเสมอไป การอ่านภาพจึงต้องคู่กับอาการจริงเสมอ

หัตถการเข็มนำภาพต้องนอนโรงพยาบาลไหม?

ไม่ต้อง หัตถการเหล่านี้ใช้เข็มอย่างเดียวภายใต้ภาพนำทาง โดยทั่วไปผู้รับบริการสังเกตอาการช่วงสั้น ๆ แล้วกลับบ้านได้ในวันเดียว ทีมแพทย์จะให้คำแนะนำการดูแลตัวเองและการกลับไปทำกิจวัตร

ทำแล้วหายถาวรไหม?

หัตถการเหล่านี้ช่วยบรรเทาอาการและเปิดโอกาสให้ฟื้นฟูได้ ไม่ได้ย้อนความเสื่อมของโครงสร้าง ระยะเวลาที่อาการทุเลาแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และบางรายอาจต้องพิจารณาทำซ้ำเมื่ออาการกลับมา การทำกายภาพต่อเนื่องและปรับพฤติกรรมคือสิ่งที่ทำให้ผลอยู่ได้นานขึ้น

ทำไมต้องฉีดยาวินิจฉัยก่อนถึงจะจี้เส้นประสาทได้?

เพราะการฉีดวินิจฉัยช่วยยืนยันว่าข้อต่อฟาเซตเป็นต้นตอของอาการจริง ก่อนจะทำหัตถการที่ใหญ่กว่า ขั้นตอนนี้ช่วยลดโอกาสที่จะทำหัตถการซึ่งไม่ตรงกับต้นตอ

ปวดคอกับปวดหลังพร้อมกัน ต้องแยกรักษาไหม?

ไม่จำเป็นต้องแยกคนละครั้งเสมอไป การประเมินครั้งเดียวสามารถดูทั้งสองโซนได้ แต่แผนการรักษาจะแยกตามต้นตอของแต่ละโซน เพราะโครงสร้างที่เป็นต้นเหตุอาจไม่เหมือนกัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

หมายเหตุทางการแพทย์

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่แทนการตรวจ วินิจฉัย หรือรักษาโดยแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการเปลี่ยนเร็ว หรือมีภาวะฉุกเฉิน ควรพบแพทย์ทันที

ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ

อยากรู้ว่าแผนดูแลแบบไหนเหมาะกับคุณ?

ส่งรายละเอียดอาการ ประวัติสุขภาพ ยาหรือหัตถการที่เคยทำ และเป้าหมายที่ต้องการ ทีมงานจะช่วยนัดหมายเพื่อประเมินกับแพทย์