การประเมินโดยทีมแพทย์เพื่อดูว่าผู้รับบริการเข้าเกณฑ์การเย็บกระเพาะผ่านกล้องหรือไม่
Weight Management

เย็บกระเพาะ ใครทำได้บ้าง เกณฑ์คัดเลือกผู้รับบริการ ESG และใครที่ยังไม่เหมาะ

อ่านบทความ
วันที่14 สิงหาคม 2569
หมวดหมู่Weight Management
เวลาอ่าน10 นาที
ตรวจทานโดย นพ.นพชัย สิระนาท · โรคทางเดินอาหาร การส่องกล้อง และเวชศาสตร์โรคอ้วนLinkedInResearchGate

เย็บกระเพาะ ใครทำได้บ้าง เกณฑ์ BMI ตามแนวปฏิบัติ ASGE–ESGE 2024 ข้อห้ามที่ต้องรู้ เช็กลิสต์ประเมินตัวเอง 3 กลุ่ม และขั้นตอนประเมินจริง โดยทีมแพทย์ YOUNIFY สีลม

สารบัญ

สรุปสำคัญ

  • เย็บกระเพาะ ใครทำได้บ้าง ตอบตรง ๆ ก่อน แนวปฏิบัติร่วมของสมาคมส่องกล้องทางเดินอาหารสหรัฐฯ และยุโรป (ASGE–ESGE) ปี 2024 แนะนำหัตถการลดน้ำหนักผ่านการส่องกล้อง ซึ่งรวมถึง ESG ในผู้ใหญ่ที่มี ดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป หรือ BMI 27.0–29.9 ร่วมกับภาวะร่วมจากโรคอ้วนอย่างน้อย 1 อย่าง โดยต้องทำควบคู่กับการปรับพฤติกรรม ไม่ใช่ทำแทนกัน [1] แต่ BMI เป็นเพียงประตูบานแรก คนที่ผ่านเกณฑ์ตัวเลขจำนวนหนึ่งยังทำไม่ได้ เพราะมีภาวะในกระเพาะที่มองไม่เห็นจากภายนอกและตรวจพบได้ด้วยการส่องกล้องเท่านั้น
  • บทความนี้เขียนให้คุณประเมินตัวเองได้ก่อนมาพบทีมแพทย์ ถ้ายังไม่คุ้นกับหัตถการนี้ อ่านภาพรวมได้ที่ ESG เย็บกระเพาะ: ลดน้ำหนักไม่ผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง

เกณฑ์มาจากไหน และ "ภาวะร่วม" คืออะไร

BMI คำนวณจากน้ำหนัก (กก.) หารด้วยส่วนสูง (ม.) ยกกำลังสอง เช่น คนน้ำหนัก 85 กก. สูง 165 ซม. ได้ราว 31.2 เกณฑ์นี้ไม่ใช่ตัวเลขที่คลินิกตั้งเอง แต่มาจากแนวปฏิบัติ ASGE–ESGE ปี 2024 ซึ่งประเมินหลักฐานด้วยระบบ GRADE ก่อนออกคำแนะนำ [1] และสอดคล้องกับประชากรที่ถูกศึกษาจริง งานวิจัยแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุม MERIT ใน *The Lancet* ปี 2022 ศึกษาผู้มีโรคอ้วนระดับ 1 และ 2 จำนวน 209 ราย พบว่าที่ 52 สัปดาห์ กลุ่ม ESG ร่วมกับการปรับพฤติกรรมลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 13.6% เทียบกับ 0.8% ในกลุ่มที่ปรับพฤติกรรมอย่างเดียว [2] ส่วนกลุ่มติดตามผล 5 ปี 216 ราย มี BMI ตั้งต้นเฉลี่ย 39 [3]

สำหรับผู้ที่ BMI 27.0–29.9 ภาวะร่วมอย่างน้อย 1 อย่างคือสิ่งที่ทำให้เข้าเกณฑ์ ภาวะที่ MERIT ติดตามคือ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดผิดปกติ และไขมันพอกตับ โดย 80% ของกลุ่ม ESG มีภาวะร่วมทางเมตาบอลิกดีขึ้นอย่างน้อย 1 อย่างที่ 52 สัปดาห์ เทียบกับ 45% ในกลุ่มควบคุม [2] ทีมแพทย์ยังชั่งน้ำหนักภาวะอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรืออาการปวดข้อที่ต้องรับน้ำหนัก จากประวัติและผลตรวจจริง

คนเอเชียใช้เกณฑ์เดียวกันหรือไม่

ในเอเชีย-แปซิฟิก เป็นที่รับรู้ว่าคนเอเชียมักมีความเสี่ยงทางเมตาบอลิกปรากฏที่ค่า BMI ต่ำกว่าประชากรตะวันตก การประเมินที่นี่จึงมักใช้เกณฑ์ต่ำกว่าเกณฑ์สากล ร่วมกับรอบเอวและผลตรวจเมตาบอลิก แต่ แนวปฏิบัติ ASGE–ESGE 2024 ที่บทความนี้อ้างอิง ไม่ได้กำหนดชุดตัวเลขแยกสำหรับประชากรเอเชียไว้ [1] YOUNIFY จึงไม่ประกาศตัวเลขเกณฑ์เอเชียเป็นข้อยุติ แต่ประเมินเป็นรายบุคคลโดยทีมแพทย์ โดยดู BMI ควบคู่กับสัดส่วนร่างกาย ผลเลือดและภาวะเมตาบอลิก ประวัติการลดน้ำหนัก และผลส่องกล้องกระเพาะ

เช็กลิสต์ประเมินตัวเอง

ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช้แทนการประเมินโดยทีมแพทย์

(ก) น่าจะเหมาะ

  • BMI ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป หรือ 27.0–29.9 ร่วมกับภาวะร่วมอย่างน้อย 1 อย่าง
  • เคยปรับพฤติกรรมอย่างเป็นระบบแล้วยังไม่ถึงเป้า หรือกลับมาเพิ่มซ้ำ
  • ไม่มีโรคทางเดินอาหารที่กำลังเป็นอยู่ และไม่เคยผ่าตัดกระเพาะ
  • พร้อมปรับวิธีการกิน และมาติดตามผลได้ตลอดปีแรก
  • BMI 27.0–29.9 แต่ยังไม่ทราบว่ามีภาวะร่วมหรือไม่ (ตรวจเลือดจะตอบได้)
  • กรดไหลย้อนเรื้อรัง แสบยอดอกบ่อย หรือกลืนติด ต้องส่องกล้องดูไส้เลื่อนกระบังลมหรือการอักเสบ
  • ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด
  • โรคหัวใจ โรคปอด หรือน้ำตาลในเลือดที่ยังคุมได้ไม่ดี ซึ่งมีผลต่อการวางแผนระงับความรู้สึก
  • กำลังใช้หรือเพิ่งหยุดยากลุ่ม GLP-1 receptor agonist (ต้องวางแผนจังหวะเวลา)
  • เคยผ่าตัดหรือทำหัตถการที่กระเพาะ รวมถึงเคยใส่บอลลูน
  • มีพฤติกรรมการกินที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ หรืออยู่ระหว่างการรักษาภาวะทางจิตใจ ควรประเมินร่วมกับทีมที่ดูแลอยู่
  • BMI ต่ำกว่า 27 โดยทั่วไปยังไม่เข้าเกณฑ์หัตถการ ควรเริ่มจากโปรแกรมดูแลน้ำหนัก
  • มีภาวะที่อยู่ในตารางด้านล่าง
  • คาดหวังว่าทำครั้งเดียวแล้วไม่ต้องดูแลตัวเองต่อ
  • มาติดตามผลในปีแรกไม่ได้ ซึ่งเป็นช่วงที่กำหนดผลลัพธ์มากที่สุด
  • ตั้งครรภ์ หรือวางแผนตั้งครรภ์ในระยะอันใกล้

(ข) ต้องประเมินเพิ่มก่อนตัดสิน

(ค) ยังไม่เหมาะ หรือมีข้อห้าม

ข้อห้ามและข้อควรระวัง — และเหตุผลของแต่ละข้อ

สรุปจากมาตรฐานการทำหัตถการระดับสากลและข้อมูลความปลอดภัยของ ESG [4][5] แต่ละข้อเกี่ยวกับกายวิภาคของการเย็บโดยตรง

ภาวะเหตุผล
ไส้เลื่อนกระบังลมขนาดใหญ่ (≥5 ซม.)กระเพาะส่วนบนเลื่อนขึ้นไปในช่องอก จุดอ้างอิงที่ใช้วางแนวเย็บเปลี่ยนไป แนวเย็บยึดได้ไม่มั่นคง และกรดไหลย้อนที่มักมาคู่กันอาจแย่ลง โดยทั่วไปควรจัดการก่อน
แผลในกระเพาะที่ยังไม่รักษาเย็บผ่านผนังที่มีแผลเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกและทำให้เนื้อเยื่อสมานตัวไม่ดี ควรรักษาสาเหตุแล้วส่องกล้องประเมินซ้ำ
กระเพาะอักเสบรุนแรงผนังที่อักเสบจะบวมและเปราะ จุดเย็บยึดตัวได้ไม่ดีและเนื้อเยื่อฉีกขาดง่ายกว่าปกติ
ภาวะเลือดออกผิดปกติESG เย็บเต็มความหนาของผนังกระเพาะซึ่งมีหลอดเลือดอยู่ภายใน การวิเคราะห์อภิมานรายงานเลือดออกทางเดินอาหารส่วนบน 0.56% ในประชากรที่ศึกษา [5] ผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดจึงต้องวางแผนเป็นพิเศษ
ความดันในหลอดเลือดพอร์ทัลสูงที่มีนัยสำคัญทำให้เกิดหลอดเลือดขอดในผนังกระเพาะและหลอดอาหาร การเย็บบริเวณนั้นเสี่ยงเลือดออกรุนแรง
สูบบุหรี่จัดรบกวนการไหลเวียนเลือดระดับเนื้อเยื่อและการสมานแผล มีผลต่อความคงทนของแนวเย็บ ทีมแพทย์มักขอให้หยุดสูบก่อนและหลังตามแผน
ตั้งครรภ์ร่างกายต้องการสารอาหารเพิ่มขึ้น การจำกัดปริมาณอาหารและการให้ยาระงับความรู้สึกในช่วงนี้ไม่เหมาะสม โดยทั่วไปแนะนำให้เลื่อนออกไป

ในภาพรวม การวิเคราะห์อภิมานรายงานอัตราภาวะแทรกซ้อนรุนแรงรวม 2.2% [5] และรายงานจุดยืนของ IFSO ปี 2024 ซึ่งรวบรวมหัตถการ 15,398 ครั้ง รายงานไว้ที่ 1.25% [6] รายละเอียดอยู่ที่ ESG อันตรายไหม ผลข้างเคียงมีอะไรบ้าง

ปัจจัยที่ไม่ใช่ตัวเลข แต่ตัดสินผลลัพธ์

ความพร้อมในการปรับพฤติกรรมการกิน แนวปฏิบัติระบุว่าหัตถการนี้ใช้ *ร่วมกับ* การปรับพฤติกรรม [1] และใน MERIT ทั้งสองกลุ่มได้รับการปรับพฤติกรรมเหมือนกัน ต่างกันที่กลุ่มหนึ่งมีหัตถการเพิ่มเข้ามา [2]

การกินจุกจิกและการกินตามอารมณ์ ESG ลดปริมาตรกระเพาะราว 70% ทำให้อิ่มเร็วและอิ่มนานขึ้นภายในมื้อ [4] กลไกนี้ทำงานกับ *ปริมาณต่อมื้อ* ไม่ได้แก้ความอยากอาหารหรือการกินเพื่อคลายเครียด ผู้ที่กินของว่างพลังงานสูงหลายครั้งต่อวันหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นประจำ ยังได้รับพลังงานเกินได้แม้กระเพาะเล็กลง การประเมินก่อนทำจึงต้องคุยเรื่องรูปแบบการกิน ไม่ใช่แค่ชั่งน้ำหนัก

การมาติดตามผลได้ต่อเนื่อง ปีแรกคือช่วงที่การปรับแผนการกิน การดูแลอาการช่วงปรับตัว และการติดตามภาวะเมตาบอลิกเกิดขึ้นถี่ที่สุด ถ้าตารางชีวิตไม่เอื้อ ควรวางแผนก่อนตัดสินใจ ดู การพักฟื้นและไทม์ไลน์อาหารหลัง ESG

ความคาดหวังที่สมจริง ข้อมูลจากงานวิจัยระบุการลดน้ำหนักเฉลี่ย 13.6% ที่ 52 สัปดาห์ [2] และ 15.9% ที่ 5 ปีในกลุ่มที่ติดตามได้ โดย 61% ยังคงลดได้อย่างน้อย 10% [3] ถ้อยคำที่ YOUNIFY ใช้สื่อสารคือ โดยทั่วไปลดได้ประมาณ 15–18% ของน้ำหนักตัวใน 1 ปี ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ผู้ที่ตั้งเป้าสูงกว่านี้มากควรคุยกับทีมแพทย์ตั้งแต่ก่อนตัดสินใจ

ขั้นตอนการประเมินจริงที่คลินิก

1. ซักประวัติและตรวจร่างกาย วัดน้ำหนักและส่วนสูงเพื่อคำนวณ BMI สัดส่วนร่างกาย ประวัติการลดน้ำหนัก ยาที่ใช้อยู่ โรคประจำตัว ประวัติผ่าตัด และรูปแบบการกินจริง

2. ตรวจเลือดและประเมินภาวะเมตาบอลิก ดูน้ำตาลในเลือดและค่าน้ำตาลสะสม ไขมันในเลือด การทำงานของตับและไต ค่าที่เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด สำหรับผู้ที่ BMI 27.0–29.9 ขั้นนี้คือสิ่งที่ยืนยันว่ามีภาวะร่วมเข้าเกณฑ์หรือไม่

3. ส่องกล้องตรวจกระเพาะก่อนเสมอ ขั้นนี้ไม่ใช่ทางเลือก มาตรฐานสากลซึ่งเขียนโดยคณะทำงานแพทย์ส่องกล้องที่แต่ละท่านทำ ESG มาแล้วมากกว่า 300 ราย กำหนดให้ประเมินข้อห้ามก่อนทำเสมอ [4] และข้อห้ามหลักอย่างไส้เลื่อนกระบังลมขนาดใหญ่ แผลในกระเพาะ กระเพาะอักเสบรุนแรง หลอดเลือดขอดในกระเพาะ ตรวจพบได้ด้วยการส่องกล้องเท่านั้น นี่คือเหตุผลที่บางรายผ่านเกณฑ์ BMI แต่ยังทำไม่ได้ในตอนนั้น ครบสามขั้นแล้วทีมแพทย์จะสรุปว่าเหมาะหรือไม่ ถ้ายังไม่เหมาะจะบอกเหตุผลและเสนอทางเลือกอื่น

ถ้าประเมินแล้วยังไม่เหมาะ มีทางเลือกอะไรบ้าง

  • โปรแกรมดูแลน้ำหนักและเมตาบอลิกภายใต้ทีมแพทย์ เป็นจุดเริ่มสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยปรับพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ และเป็นพื้นฐานที่ต้องมีอยู่ดีไม่ว่าจะเลือกทางไหน ดู โรคอ้วนและการดูแลน้ำหนัก
  • บอลลูนในกระเพาะ (เริ่มต้น 159,000 บาท) เป็นอุปกรณ์ชั่วคราวที่ใส่ผ่านการส่องกล้องและต้องนำออกตามกำหนด การวิเคราะห์เชิงเมตาระบุว่า ESG ให้สัดส่วนการลดน้ำหนักมากกว่าบอลลูนอย่างมีนัยสำคัญ (ผลต่างเฉลี่ย 2.541; 95% CI 0.754–4.327; p=0.005) และช่องว่างกว้างขึ้นเมื่อติดตามนานขึ้น อัตราภาวะไม่พึงประสงค์รวมไม่ต่างกัน แต่บอลลูนมักถูกถอดก่อนกำหนดจากการทนอุปกรณ์ไม่ได้ [7] ดู ESG กับบอลลูนในกระเพาะ ต่างกันอย่างไร
  • ยากลุ่ม GLP-1 receptor agonist งานวิจัย STEP-1 ใน *NEJM* ปี 2021 รายงานน้ำหนักลด 14.9% ที่ 68 สัปดาห์ด้วยเซมากลูไทด์ 2.4 มก. เทียบกับ 2.4% ในกลุ่มยาหลอก [8] เป็นคนละการศึกษากับ ESG ประชากรตั้งต้นต่างกัน เทียบตรง ๆ ไม่ได้ ประเด็นที่ควรทราบคือความต่อเนื่อง บทวิเคราะห์ปี 2026 ระบุว่าผู้ใช้ยากลุ่มนี้มากถึง 65% หยุดยาภายใน 1 ปี และน้ำหนักที่ลดได้กลับคืนราวสองในสามภายใน 1 ปีหลังหยุด พร้อมค่าทางหัวใจและเมตาบอลิกที่ย้อนกลับ [9]
  • การผ่าตัดกระเพาะ สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตั้งต้นสูงกว่าช่วงที่ ESG ครอบคลุม แลกกับการเปลี่ยนแปลงทางกายวิภาคแบบถาวรและระยะพักฟื้นที่นานกว่า
  • กรณีเคยใช้ยากลุ่ม GLP-1 แล้วหยุด ข้อมูลที่นำเสนอในที่ประชุม DDW ปี 2026 (การศึกษา ATTAIN, n=59) รายงานว่าที่ 12 เดือน กลุ่ม ESG ร่วมกับการปรับพฤติกรรมลดน้ำหนักได้ 17% เทียบกับ 0.1% ในกลุ่มปรับพฤติกรรมอย่างเดียว [10] เป็นข้อมูลเบื้องต้นจากที่ประชุมวิชาการ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยผู้ทรงคุณวุฒิฉบับเต็ม

สรุป

เกณฑ์เริ่มต้นคือ BMI ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป หรือ 27.0–29.9 ที่มีภาวะร่วมอย่างน้อย 1 อย่าง ร่วมกับการปรับพฤติกรรม [1] ตัวเลขคือด่านแรก ด่านที่ตัดสินจริงคือการส่องกล้องก่อนทำ ส่วนรูปแบบการกิน ความต่อเนื่องในการติดตามผล และความคาดหวังที่สมจริง คือสิ่งที่ทำให้คนสองคนที่เข้าเกณฑ์เหมือนกันได้ผลลัพธ์ต่างกัน ที่ YOUNIFY หากประเมินแล้วยังไม่เหมาะ ทีมแพทย์จะบอกตรง ๆ พร้อมเสนอทางเลือกอื่น

คำถามที่พบบ่อย

BMI เท่าไหร่ถึงทำ ESG ได้?

ตามแนวปฏิบัติ ASGE–ESGE ปี 2024 คือ BMI ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป หรือ 27.0–29.9 ที่มีภาวะร่วมอย่างน้อย 1 อย่าง ร่วมกับการปรับพฤติกรรม การเข้าเกณฑ์ตัวเลขไม่ได้แปลว่าทำได้ทันที ต้องผ่านการส่องกล้องและการประเมินโดยทีมแพทย์ก่อน

BMI ไม่ถึง 30 ทำได้ไหม?

ได้ ถ้า BMI อยู่ในช่วง 27.0–29.9 และมีภาวะร่วมอย่างน้อย 1 อย่าง เช่น น้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ หรือไขมันพอกตับ ซึ่งยืนยันได้จากผลตรวจเลือด หากต่ำกว่า 27 โดยทั่วไปยังไม่เข้าเกณฑ์ ทีมแพทย์จะแนะนำแนวทางอื่นแทน

คนเอเชียใช้เกณฑ์ BMI เดียวกับสากลหรือไม่?

ในเอเชีย-แปซิฟิกมักพิจารณาว่าความเสี่ยงทางเมตาบอลิกปรากฏที่ค่า BMI ต่ำกว่าประชากรตะวันตก แต่แนวปฏิบัติ ASGE–ESGE 2024 ที่เราอ้างอิงไม่ได้กำหนดตัวเลขแยกสำหรับประชากรเอเชีย YOUNIFY จึงประเมินรายบุคคลร่วมกับผลตรวจจริงแทน

ทำไมต้องส่องกล้องตรวจกระเพาะก่อน?

เพราะข้อห้ามสำคัญหลายข้อ เช่น ไส้เลื่อนกระบังลมขนาดใหญ่ แผลในกระเพาะที่ยังไม่รักษา กระเพาะอักเสบรุนแรง และหลอดเลือดขอดในกระเพาะ ตรวจพบได้ด้วยการส่องกล้องเท่านั้น มาตรฐานสากลจึงกำหนดให้ประเมินข้อห้ามก่อนทำเสมอ

เคยผ่าตัดกระเพาะหรือเคยใส่บอลลูนมาก่อน ทำได้ไหม?

ต้องประเมินเป็นรายกรณี เพราะกายวิภาคที่เปลี่ยนไปมีผลต่อการวางแนวเย็บ ทีมแพทย์จะขอประวัติหัตถการเดิมและส่องกล้องประเมินก่อนให้คำตอบ

กำลังใช้ยากลุ่ม GLP-1 อยู่ ทำได้ไหม และถ้าประเมินแล้วไม่เหมาะจะเสียค่าใช้จ่ายไหม?

ทำได้ในหลายกรณี แต่ต้องวางแผนจังหวะเวลาร่วมกับทีมแพทย์ การประเมินก่อนทำเป็นขั้นตอนแยกที่มีค่าใช้จ่ายของตัวเอง หากพบว่ายังไม่เหมาะ ทีมแพทย์จะเสนอแนวทางอื่นให้แทน สำหรับผู้ที่ประเมินแล้วเหมาะ ค่าหัตถการ ESG ที่ YOUNIFY เริ่มต้น 490,000 บาท ดูรายละเอียดที่ ESG ราคาเท่าไหร่ คุ้มไหม

แหล่งอ้างอิง

  1. ASGE–ESGE guideline on primary endoscopic bariatric and metabolic therapies for adults with obesity (Gastrointest Endosc, 2024)
  2. Endoscopic sleeve gastroplasty for treatment of class 1 and 2 obesity (MERIT): a prospective, multicentre, randomised trial (Lancet, 2022)
  3. Five-year outcomes of endoscopic sleeve gastroplasty for the treatment of obesity (Clin Gastroenterol Hepatol, 2021)
  4. Establishing standards of practice for endoscopic sleeve gastroplasty: a global expert consensus using a modified Delphi method (FITE-1) (Gastrointest Endosc, 2025)
  5. Efficacy and safety of endoscopic sleeve gastroplasty: a systematic review and meta-analysis (Clin Gastroenterol Hepatol, 2020)
  6. IFSO Bariatric Endoscopy Committee evidence-based review and position statement on endoscopic sleeve gastroplasty (Obes Surg, 2024)
  7. Meta-regression of endoscopic sleeve gastroplasty versus intragastric balloon (Sci Rep, 2026)
  8. Once-weekly semaglutide in adults with overweight or obesity (STEP 1) (N Engl J Med, 2021)
  9. Weight maintenance after discontinuation of GLP-1 therapies (eClinicalMedicine, 2026)
  10. ATTAIN — endoscopic sleeve gastroplasty after GLP-1 discontinuation ((ข้อมูลเบื้องต้นจากที่ประชุมวิชาการ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยผู้ทรงคุณวุฒิฉบับเต็ม), 2026)

บทความที่เกี่ยวข้อง

Weight Management

ESG เย็บกระเพาะ: ลดน้ำหนักไม่ผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง ทางเลือกสำหรับคนที่ลดน้ำหนักยาก

ESG เย็บกระเพาะ คือการลดน้ำหนักไม่ผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง โดยทีมแพทย์ ทำความเข้าใจวิธีการ ใครเหมาะ ลดได้เท่าไหร่ พักฟื้นกี่วัน ที่ YOUNIFY Clinic สีลม

Weight Management

เย็บกระเพาะ (ESG) กับบอลลูนในกระเพาะ ต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหน

เย็บกระเพาะ (ESG) กับบอลลูนในกระเพาะ ต่างกันอย่างไร ตารางเทียบกลไก น้ำหนักที่ลดได้ ความเสี่ยง ราคา และใครเหมาะกับแบบไหน โดยทีมแพทย์ YOUNIFY สีลม

Weight Management

หลังทำ ESG ต้องกินอะไร พักฟื้นกี่วัน — ไทม์ไลน์การฟื้นตัวและอาหารทีละระยะ

หลังเย็บกระเพาะ กินอะไรได้บ้าง พักฟื้นกี่วัน ไทม์ไลน์การฟื้นตัวหลัง ESG ทีละระยะ ตารางอาหาร 4 ขั้น กลับไปทำงานและออกกำลังกายเมื่อไหร่ พร้อมสัญญาณเตือนที่ต้องติดต่อทีมแพทย์ทันที โดยทีมแพทย์ YOUNIFY สีลม

หมายเหตุทางการแพทย์

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่แทนการตรวจ วินิจฉัย หรือรักษาโดยแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการเปลี่ยนเร็ว หรือมีภาวะฉุกเฉิน ควรพบแพทย์ทันที

ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ

อยากรู้ว่าแผนดูแลแบบไหนเหมาะกับคุณ?

ส่งรายละเอียดอาการ ประวัติสุขภาพ ยาหรือหัตถการที่เคยทำ และเป้าหมายที่ต้องการ ทีมงานจะช่วยนัดหมายเพื่อประเมินกับแพทย์

ปรึกษาอาการกับ YOUNIFY Clinic