เย็บกระเพาะ ใครทำได้บ้าง เกณฑ์ BMI ตามแนวปฏิบัติ ASGE–ESGE 2024 ข้อห้ามที่ต้องรู้ เช็กลิสต์ประเมินตัวเอง 3 กลุ่ม และขั้นตอนประเมินจริง โดยทีมแพทย์ YOUNIFY สีลม
สารบัญ
สรุปสำคัญ
- เย็บกระเพาะ ใครทำได้บ้าง ตอบตรง ๆ ก่อน แนวปฏิบัติร่วมของสมาคมส่องกล้องทางเดินอาหารสหรัฐฯ และยุโรป (ASGE–ESGE) ปี 2024 แนะนำหัตถการลดน้ำหนักผ่านการส่องกล้อง ซึ่งรวมถึง ESG ในผู้ใหญ่ที่มี ดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป หรือ BMI 27.0–29.9 ร่วมกับภาวะร่วมจากโรคอ้วนอย่างน้อย 1 อย่าง โดยต้องทำควบคู่กับการปรับพฤติกรรม ไม่ใช่ทำแทนกัน [1] แต่ BMI เป็นเพียงประตูบานแรก คนที่ผ่านเกณฑ์ตัวเลขจำนวนหนึ่งยังทำไม่ได้ เพราะมีภาวะในกระเพาะที่มองไม่เห็นจากภายนอกและตรวจพบได้ด้วยการส่องกล้องเท่านั้น
- บทความนี้เขียนให้คุณประเมินตัวเองได้ก่อนมาพบทีมแพทย์ ถ้ายังไม่คุ้นกับหัตถการนี้ อ่านภาพรวมได้ที่ ESG เย็บกระเพาะ: ลดน้ำหนักไม่ผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง
เกณฑ์มาจากไหน และ "ภาวะร่วม" คืออะไร
BMI คำนวณจากน้ำหนัก (กก.) หารด้วยส่วนสูง (ม.) ยกกำลังสอง เช่น คนน้ำหนัก 85 กก. สูง 165 ซม. ได้ราว 31.2 เกณฑ์นี้ไม่ใช่ตัวเลขที่คลินิกตั้งเอง แต่มาจากแนวปฏิบัติ ASGE–ESGE ปี 2024 ซึ่งประเมินหลักฐานด้วยระบบ GRADE ก่อนออกคำแนะนำ [1] และสอดคล้องกับประชากรที่ถูกศึกษาจริง งานวิจัยแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุม MERIT ใน *The Lancet* ปี 2022 ศึกษาผู้มีโรคอ้วนระดับ 1 และ 2 จำนวน 209 ราย พบว่าที่ 52 สัปดาห์ กลุ่ม ESG ร่วมกับการปรับพฤติกรรมลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 13.6% เทียบกับ 0.8% ในกลุ่มที่ปรับพฤติกรรมอย่างเดียว [2] ส่วนกลุ่มติดตามผล 5 ปี 216 ราย มี BMI ตั้งต้นเฉลี่ย 39 [3]
สำหรับผู้ที่ BMI 27.0–29.9 ภาวะร่วมอย่างน้อย 1 อย่างคือสิ่งที่ทำให้เข้าเกณฑ์ ภาวะที่ MERIT ติดตามคือ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดผิดปกติ และไขมันพอกตับ โดย 80% ของกลุ่ม ESG มีภาวะร่วมทางเมตาบอลิกดีขึ้นอย่างน้อย 1 อย่างที่ 52 สัปดาห์ เทียบกับ 45% ในกลุ่มควบคุม [2] ทีมแพทย์ยังชั่งน้ำหนักภาวะอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรืออาการปวดข้อที่ต้องรับน้ำหนัก จากประวัติและผลตรวจจริง
คนเอเชียใช้เกณฑ์เดียวกันหรือไม่
ในเอเชีย-แปซิฟิก เป็นที่รับรู้ว่าคนเอเชียมักมีความเสี่ยงทางเมตาบอลิกปรากฏที่ค่า BMI ต่ำกว่าประชากรตะวันตก การประเมินที่นี่จึงมักใช้เกณฑ์ต่ำกว่าเกณฑ์สากล ร่วมกับรอบเอวและผลตรวจเมตาบอลิก แต่ แนวปฏิบัติ ASGE–ESGE 2024 ที่บทความนี้อ้างอิง ไม่ได้กำหนดชุดตัวเลขแยกสำหรับประชากรเอเชียไว้ [1] YOUNIFY จึงไม่ประกาศตัวเลขเกณฑ์เอเชียเป็นข้อยุติ แต่ประเมินเป็นรายบุคคลโดยทีมแพทย์ โดยดู BMI ควบคู่กับสัดส่วนร่างกาย ผลเลือดและภาวะเมตาบอลิก ประวัติการลดน้ำหนัก และผลส่องกล้องกระเพาะ
เช็กลิสต์ประเมินตัวเอง
ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช้แทนการประเมินโดยทีมแพทย์
(ก) น่าจะเหมาะ
- BMI ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป หรือ 27.0–29.9 ร่วมกับภาวะร่วมอย่างน้อย 1 อย่าง
- เคยปรับพฤติกรรมอย่างเป็นระบบแล้วยังไม่ถึงเป้า หรือกลับมาเพิ่มซ้ำ
- ไม่มีโรคทางเดินอาหารที่กำลังเป็นอยู่ และไม่เคยผ่าตัดกระเพาะ
- พร้อมปรับวิธีการกิน และมาติดตามผลได้ตลอดปีแรก
- BMI 27.0–29.9 แต่ยังไม่ทราบว่ามีภาวะร่วมหรือไม่ (ตรวจเลือดจะตอบได้)
- กรดไหลย้อนเรื้อรัง แสบยอดอกบ่อย หรือกลืนติด ต้องส่องกล้องดูไส้เลื่อนกระบังลมหรือการอักเสบ
- ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด
- โรคหัวใจ โรคปอด หรือน้ำตาลในเลือดที่ยังคุมได้ไม่ดี ซึ่งมีผลต่อการวางแผนระงับความรู้สึก
- กำลังใช้หรือเพิ่งหยุดยากลุ่ม GLP-1 receptor agonist (ต้องวางแผนจังหวะเวลา)
- เคยผ่าตัดหรือทำหัตถการที่กระเพาะ รวมถึงเคยใส่บอลลูน
- มีพฤติกรรมการกินที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ หรืออยู่ระหว่างการรักษาภาวะทางจิตใจ ควรประเมินร่วมกับทีมที่ดูแลอยู่
- BMI ต่ำกว่า 27 โดยทั่วไปยังไม่เข้าเกณฑ์หัตถการ ควรเริ่มจากโปรแกรมดูแลน้ำหนัก
- มีภาวะที่อยู่ในตารางด้านล่าง
- คาดหวังว่าทำครั้งเดียวแล้วไม่ต้องดูแลตัวเองต่อ
- มาติดตามผลในปีแรกไม่ได้ ซึ่งเป็นช่วงที่กำหนดผลลัพธ์มากที่สุด
- ตั้งครรภ์ หรือวางแผนตั้งครรภ์ในระยะอันใกล้
(ข) ต้องประเมินเพิ่มก่อนตัดสิน
(ค) ยังไม่เหมาะ หรือมีข้อห้าม
ข้อห้ามและข้อควรระวัง — และเหตุผลของแต่ละข้อ
สรุปจากมาตรฐานการทำหัตถการระดับสากลและข้อมูลความปลอดภัยของ ESG [4][5] แต่ละข้อเกี่ยวกับกายวิภาคของการเย็บโดยตรง
| ภาวะ | เหตุผล |
|---|---|
| ไส้เลื่อนกระบังลมขนาดใหญ่ (≥5 ซม.) | กระเพาะส่วนบนเลื่อนขึ้นไปในช่องอก จุดอ้างอิงที่ใช้วางแนวเย็บเปลี่ยนไป แนวเย็บยึดได้ไม่มั่นคง และกรดไหลย้อนที่มักมาคู่กันอาจแย่ลง โดยทั่วไปควรจัดการก่อน |
| แผลในกระเพาะที่ยังไม่รักษา | เย็บผ่านผนังที่มีแผลเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกและทำให้เนื้อเยื่อสมานตัวไม่ดี ควรรักษาสาเหตุแล้วส่องกล้องประเมินซ้ำ |
| กระเพาะอักเสบรุนแรง | ผนังที่อักเสบจะบวมและเปราะ จุดเย็บยึดตัวได้ไม่ดีและเนื้อเยื่อฉีกขาดง่ายกว่าปกติ |
| ภาวะเลือดออกผิดปกติ | ESG เย็บเต็มความหนาของผนังกระเพาะซึ่งมีหลอดเลือดอยู่ภายใน การวิเคราะห์อภิมานรายงานเลือดออกทางเดินอาหารส่วนบน 0.56% ในประชากรที่ศึกษา [5] ผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดจึงต้องวางแผนเป็นพิเศษ |
| ความดันในหลอดเลือดพอร์ทัลสูงที่มีนัยสำคัญ | ทำให้เกิดหลอดเลือดขอดในผนังกระเพาะและหลอดอาหาร การเย็บบริเวณนั้นเสี่ยงเลือดออกรุนแรง |
| สูบบุหรี่จัด | รบกวนการไหลเวียนเลือดระดับเนื้อเยื่อและการสมานแผล มีผลต่อความคงทนของแนวเย็บ ทีมแพทย์มักขอให้หยุดสูบก่อนและหลังตามแผน |
| ตั้งครรภ์ | ร่างกายต้องการสารอาหารเพิ่มขึ้น การจำกัดปริมาณอาหารและการให้ยาระงับความรู้สึกในช่วงนี้ไม่เหมาะสม โดยทั่วไปแนะนำให้เลื่อนออกไป |
ในภาพรวม การวิเคราะห์อภิมานรายงานอัตราภาวะแทรกซ้อนรุนแรงรวม 2.2% [5] และรายงานจุดยืนของ IFSO ปี 2024 ซึ่งรวบรวมหัตถการ 15,398 ครั้ง รายงานไว้ที่ 1.25% [6] รายละเอียดอยู่ที่ ESG อันตรายไหม ผลข้างเคียงมีอะไรบ้าง
ปัจจัยที่ไม่ใช่ตัวเลข แต่ตัดสินผลลัพธ์
ความพร้อมในการปรับพฤติกรรมการกิน แนวปฏิบัติระบุว่าหัตถการนี้ใช้ *ร่วมกับ* การปรับพฤติกรรม [1] และใน MERIT ทั้งสองกลุ่มได้รับการปรับพฤติกรรมเหมือนกัน ต่างกันที่กลุ่มหนึ่งมีหัตถการเพิ่มเข้ามา [2]
การกินจุกจิกและการกินตามอารมณ์ ESG ลดปริมาตรกระเพาะราว 70% ทำให้อิ่มเร็วและอิ่มนานขึ้นภายในมื้อ [4] กลไกนี้ทำงานกับ *ปริมาณต่อมื้อ* ไม่ได้แก้ความอยากอาหารหรือการกินเพื่อคลายเครียด ผู้ที่กินของว่างพลังงานสูงหลายครั้งต่อวันหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นประจำ ยังได้รับพลังงานเกินได้แม้กระเพาะเล็กลง การประเมินก่อนทำจึงต้องคุยเรื่องรูปแบบการกิน ไม่ใช่แค่ชั่งน้ำหนัก
การมาติดตามผลได้ต่อเนื่อง ปีแรกคือช่วงที่การปรับแผนการกิน การดูแลอาการช่วงปรับตัว และการติดตามภาวะเมตาบอลิกเกิดขึ้นถี่ที่สุด ถ้าตารางชีวิตไม่เอื้อ ควรวางแผนก่อนตัดสินใจ ดู การพักฟื้นและไทม์ไลน์อาหารหลัง ESG
ความคาดหวังที่สมจริง ข้อมูลจากงานวิจัยระบุการลดน้ำหนักเฉลี่ย 13.6% ที่ 52 สัปดาห์ [2] และ 15.9% ที่ 5 ปีในกลุ่มที่ติดตามได้ โดย 61% ยังคงลดได้อย่างน้อย 10% [3] ถ้อยคำที่ YOUNIFY ใช้สื่อสารคือ โดยทั่วไปลดได้ประมาณ 15–18% ของน้ำหนักตัวใน 1 ปี ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ผู้ที่ตั้งเป้าสูงกว่านี้มากควรคุยกับทีมแพทย์ตั้งแต่ก่อนตัดสินใจ
ขั้นตอนการประเมินจริงที่คลินิก
1. ซักประวัติและตรวจร่างกาย วัดน้ำหนักและส่วนสูงเพื่อคำนวณ BMI สัดส่วนร่างกาย ประวัติการลดน้ำหนัก ยาที่ใช้อยู่ โรคประจำตัว ประวัติผ่าตัด และรูปแบบการกินจริง
2. ตรวจเลือดและประเมินภาวะเมตาบอลิก ดูน้ำตาลในเลือดและค่าน้ำตาลสะสม ไขมันในเลือด การทำงานของตับและไต ค่าที่เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด สำหรับผู้ที่ BMI 27.0–29.9 ขั้นนี้คือสิ่งที่ยืนยันว่ามีภาวะร่วมเข้าเกณฑ์หรือไม่
3. ส่องกล้องตรวจกระเพาะก่อนเสมอ ขั้นนี้ไม่ใช่ทางเลือก มาตรฐานสากลซึ่งเขียนโดยคณะทำงานแพทย์ส่องกล้องที่แต่ละท่านทำ ESG มาแล้วมากกว่า 300 ราย กำหนดให้ประเมินข้อห้ามก่อนทำเสมอ [4] และข้อห้ามหลักอย่างไส้เลื่อนกระบังลมขนาดใหญ่ แผลในกระเพาะ กระเพาะอักเสบรุนแรง หลอดเลือดขอดในกระเพาะ ตรวจพบได้ด้วยการส่องกล้องเท่านั้น นี่คือเหตุผลที่บางรายผ่านเกณฑ์ BMI แต่ยังทำไม่ได้ในตอนนั้น ครบสามขั้นแล้วทีมแพทย์จะสรุปว่าเหมาะหรือไม่ ถ้ายังไม่เหมาะจะบอกเหตุผลและเสนอทางเลือกอื่น
ถ้าประเมินแล้วยังไม่เหมาะ มีทางเลือกอะไรบ้าง
- โปรแกรมดูแลน้ำหนักและเมตาบอลิกภายใต้ทีมแพทย์ เป็นจุดเริ่มสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยปรับพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ และเป็นพื้นฐานที่ต้องมีอยู่ดีไม่ว่าจะเลือกทางไหน ดู โรคอ้วนและการดูแลน้ำหนัก
- บอลลูนในกระเพาะ (เริ่มต้น 159,000 บาท) เป็นอุปกรณ์ชั่วคราวที่ใส่ผ่านการส่องกล้องและต้องนำออกตามกำหนด การวิเคราะห์เชิงเมตาระบุว่า ESG ให้สัดส่วนการลดน้ำหนักมากกว่าบอลลูนอย่างมีนัยสำคัญ (ผลต่างเฉลี่ย 2.541; 95% CI 0.754–4.327; p=0.005) และช่องว่างกว้างขึ้นเมื่อติดตามนานขึ้น อัตราภาวะไม่พึงประสงค์รวมไม่ต่างกัน แต่บอลลูนมักถูกถอดก่อนกำหนดจากการทนอุปกรณ์ไม่ได้ [7] ดู ESG กับบอลลูนในกระเพาะ ต่างกันอย่างไร
- ยากลุ่ม GLP-1 receptor agonist งานวิจัย STEP-1 ใน *NEJM* ปี 2021 รายงานน้ำหนักลด 14.9% ที่ 68 สัปดาห์ด้วยเซมากลูไทด์ 2.4 มก. เทียบกับ 2.4% ในกลุ่มยาหลอก [8] เป็นคนละการศึกษากับ ESG ประชากรตั้งต้นต่างกัน เทียบตรง ๆ ไม่ได้ ประเด็นที่ควรทราบคือความต่อเนื่อง บทวิเคราะห์ปี 2026 ระบุว่าผู้ใช้ยากลุ่มนี้มากถึง 65% หยุดยาภายใน 1 ปี และน้ำหนักที่ลดได้กลับคืนราวสองในสามภายใน 1 ปีหลังหยุด พร้อมค่าทางหัวใจและเมตาบอลิกที่ย้อนกลับ [9]
- การผ่าตัดกระเพาะ สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตั้งต้นสูงกว่าช่วงที่ ESG ครอบคลุม แลกกับการเปลี่ยนแปลงทางกายวิภาคแบบถาวรและระยะพักฟื้นที่นานกว่า
- กรณีเคยใช้ยากลุ่ม GLP-1 แล้วหยุด ข้อมูลที่นำเสนอในที่ประชุม DDW ปี 2026 (การศึกษา ATTAIN, n=59) รายงานว่าที่ 12 เดือน กลุ่ม ESG ร่วมกับการปรับพฤติกรรมลดน้ำหนักได้ 17% เทียบกับ 0.1% ในกลุ่มปรับพฤติกรรมอย่างเดียว [10] เป็นข้อมูลเบื้องต้นจากที่ประชุมวิชาการ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยผู้ทรงคุณวุฒิฉบับเต็ม
สรุป
เกณฑ์เริ่มต้นคือ BMI ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป หรือ 27.0–29.9 ที่มีภาวะร่วมอย่างน้อย 1 อย่าง ร่วมกับการปรับพฤติกรรม [1] ตัวเลขคือด่านแรก ด่านที่ตัดสินจริงคือการส่องกล้องก่อนทำ ส่วนรูปแบบการกิน ความต่อเนื่องในการติดตามผล และความคาดหวังที่สมจริง คือสิ่งที่ทำให้คนสองคนที่เข้าเกณฑ์เหมือนกันได้ผลลัพธ์ต่างกัน ที่ YOUNIFY หากประเมินแล้วยังไม่เหมาะ ทีมแพทย์จะบอกตรง ๆ พร้อมเสนอทางเลือกอื่น
คำถามที่พบบ่อย
BMI เท่าไหร่ถึงทำ ESG ได้?
ตามแนวปฏิบัติ ASGE–ESGE ปี 2024 คือ BMI ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป หรือ 27.0–29.9 ที่มีภาวะร่วมอย่างน้อย 1 อย่าง ร่วมกับการปรับพฤติกรรม การเข้าเกณฑ์ตัวเลขไม่ได้แปลว่าทำได้ทันที ต้องผ่านการส่องกล้องและการประเมินโดยทีมแพทย์ก่อน
BMI ไม่ถึง 30 ทำได้ไหม?
ได้ ถ้า BMI อยู่ในช่วง 27.0–29.9 และมีภาวะร่วมอย่างน้อย 1 อย่าง เช่น น้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ หรือไขมันพอกตับ ซึ่งยืนยันได้จากผลตรวจเลือด หากต่ำกว่า 27 โดยทั่วไปยังไม่เข้าเกณฑ์ ทีมแพทย์จะแนะนำแนวทางอื่นแทน
คนเอเชียใช้เกณฑ์ BMI เดียวกับสากลหรือไม่?
ในเอเชีย-แปซิฟิกมักพิจารณาว่าความเสี่ยงทางเมตาบอลิกปรากฏที่ค่า BMI ต่ำกว่าประชากรตะวันตก แต่แนวปฏิบัติ ASGE–ESGE 2024 ที่เราอ้างอิงไม่ได้กำหนดตัวเลขแยกสำหรับประชากรเอเชีย YOUNIFY จึงประเมินรายบุคคลร่วมกับผลตรวจจริงแทน
ทำไมต้องส่องกล้องตรวจกระเพาะก่อน?
เพราะข้อห้ามสำคัญหลายข้อ เช่น ไส้เลื่อนกระบังลมขนาดใหญ่ แผลในกระเพาะที่ยังไม่รักษา กระเพาะอักเสบรุนแรง และหลอดเลือดขอดในกระเพาะ ตรวจพบได้ด้วยการส่องกล้องเท่านั้น มาตรฐานสากลจึงกำหนดให้ประเมินข้อห้ามก่อนทำเสมอ
เคยผ่าตัดกระเพาะหรือเคยใส่บอลลูนมาก่อน ทำได้ไหม?
ต้องประเมินเป็นรายกรณี เพราะกายวิภาคที่เปลี่ยนไปมีผลต่อการวางแนวเย็บ ทีมแพทย์จะขอประวัติหัตถการเดิมและส่องกล้องประเมินก่อนให้คำตอบ
กำลังใช้ยากลุ่ม GLP-1 อยู่ ทำได้ไหม และถ้าประเมินแล้วไม่เหมาะจะเสียค่าใช้จ่ายไหม?
ทำได้ในหลายกรณี แต่ต้องวางแผนจังหวะเวลาร่วมกับทีมแพทย์ การประเมินก่อนทำเป็นขั้นตอนแยกที่มีค่าใช้จ่ายของตัวเอง หากพบว่ายังไม่เหมาะ ทีมแพทย์จะเสนอแนวทางอื่นให้แทน สำหรับผู้ที่ประเมินแล้วเหมาะ ค่าหัตถการ ESG ที่ YOUNIFY เริ่มต้น 490,000 บาท ดูรายละเอียดที่ ESG ราคาเท่าไหร่ คุ้มไหม
แหล่งอ้างอิง
- ASGE–ESGE guideline on primary endoscopic bariatric and metabolic therapies for adults with obesity (Gastrointest Endosc, 2024)
- Endoscopic sleeve gastroplasty for treatment of class 1 and 2 obesity (MERIT): a prospective, multicentre, randomised trial (Lancet, 2022)
- Five-year outcomes of endoscopic sleeve gastroplasty for the treatment of obesity (Clin Gastroenterol Hepatol, 2021)
- Establishing standards of practice for endoscopic sleeve gastroplasty: a global expert consensus using a modified Delphi method (FITE-1) (Gastrointest Endosc, 2025)
- Efficacy and safety of endoscopic sleeve gastroplasty: a systematic review and meta-analysis (Clin Gastroenterol Hepatol, 2020)
- IFSO Bariatric Endoscopy Committee evidence-based review and position statement on endoscopic sleeve gastroplasty (Obes Surg, 2024)
- Meta-regression of endoscopic sleeve gastroplasty versus intragastric balloon (Sci Rep, 2026)
- Once-weekly semaglutide in adults with overweight or obesity (STEP 1) (N Engl J Med, 2021)
- Weight maintenance after discontinuation of GLP-1 therapies (eClinicalMedicine, 2026)
- ATTAIN — endoscopic sleeve gastroplasty after GLP-1 discontinuation ((ข้อมูลเบื้องต้นจากที่ประชุมวิชาการ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยผู้ทรงคุณวุฒิฉบับเต็ม), 2026)
หมายเหตุทางการแพทย์
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่แทนการตรวจ วินิจฉัย หรือรักษาโดยแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการเปลี่ยนเร็ว หรือมีภาวะฉุกเฉิน ควรพบแพทย์ทันที
ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ
อยากรู้ว่าแผนดูแลแบบไหนเหมาะกับคุณ?
ส่งรายละเอียดอาการ ประวัติสุขภาพ ยาหรือหัตถการที่เคยทำ และเป้าหมายที่ต้องการ ทีมงานจะช่วยนัดหมายเพื่อประเมินกับแพทย์
ปรึกษาอาการกับ YOUNIFY Clinic