หลังเย็บกระเพาะ กินอะไรได้บ้าง พักฟื้นกี่วัน ไทม์ไลน์การฟื้นตัวหลัง ESG ทีละระยะ ตารางอาหาร 4 ขั้น กลับไปทำงานและออกกำลังกายเมื่อไหร่ พร้อมสัญญาณเตือนที่ต้องติดต่อทีมแพทย์ทันที โดยทีมแพทย์ YOUNIFY สีลม
สารบัญ
สรุปสำคัญ
- สรุปไทม์ไลน์ 3 บรรทัด
- 1. พักฟื้น: ผู้รับบริการส่วนใหญ่มักกลับบ้านได้ในวันเดียว อาการแน่นท้อง คลื่นไส้ และปวดบีบช่วงแรกมักดีขึ้นใน 2–3 วันแรก หลายรายกลับไปทำงานออฟฟิศได้ประมาณวันที่ 3–7 ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
- 2. อาหาร 4 ระยะ: ของเหลวใส (ราว 3 วันแรก) → ของเหลวข้นและโปรตีนเหลว (ราวสัปดาห์ที่ 1–2) → อาหารบดละเอียดและอ่อนนุ่ม (ราวสัปดาห์ที่ 3–4) → อาหารปกติในปริมาณที่ปรับแล้ว (ราวสัปดาห์ที่ 6–8 เป็นต้นไป)
- 3. กลับไปใช้ชีวิต: เดินเบา ๆ ตั้งแต่ 1–2 วันแรก · ออกกำลังกายเบาราวสัปดาห์ที่ 2 · ยกน้ำหนักและออกกำลังกายหนักโดยทั่วไปประมาณ 4 สัปดาห์ขึ้นไปเมื่อทีมแพทย์อนุญาต
- หลังเย็บกระเพาะ กินอะไรได้บ้าง เป็นคำถามที่คนไข้ถามมากที่สุด รองจากเรื่องความเจ็บ เพราะสิ่งที่เปลี่ยนจริงหลังทำ ESG (Endoscopic Sleeve Gastroplasty คือการเย็บกระเพาะผ่านกล้อง) ไม่ใช่หัตถการวันเดียว แต่คือวิธีกินและจังหวะการกินในเดือนถัด ๆ ไป หน้านี้ทีมแพทย์ YOUNIFY เรียบเรียงเป็นไทม์ไลน์ทีละระยะ พร้อมตารางอาหาร 4 ขั้นแบบตัวอย่างอาหารไทย สัญญาณเตือนที่ต้องติดต่อทีมแพทย์ทันที และคำตอบว่ากลับไปทำงาน ออกกำลังกาย และเดินทางได้เมื่อไหร่
- > โปรดอ่านก่อน: ช่วงเวลาทั้งหมดในหน้านี้เป็น แนวทางทั่วไป ไว้ให้เห็นภาพล่วงหน้า ไม่ใช่คำสั่งการรักษา แผนอาหารและตารางกิจกรรมจริงของคุณต้องกำหนดโดยทีมแพทย์และทีมโภชนาการเป็นรายบุคคล ตามน้ำหนักตั้งต้น โรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ และสิ่งที่พบระหว่างทำหัตถการ หากคำแนะนำของทีมที่ดูแลคุณต่างจากหน้านี้ ให้ยึดทีมที่ดูแลคุณเสมอ
ไทม์ไลน์การฟื้นตัวทีละระยะ
วันที่ทำหัตถการ (วันที่ 0)
รู้สึกอย่างไร: ESG ทำผ่านการส่องกล้องทางปาก ไม่มีแผลผ่าตัดภายนอก หลังทำจะพักสังเกตอาการก่อนกลับบ้าน อาจมึนจากยาระงับความรู้สึก แน่นใต้ลิ้นปี่จากลมที่ใช้ขยายกระเพาะ ระคายคอ และคลื่นไส้เป็นพัก ๆ
กินอะไรได้: จิบน้ำเปล่าทีละน้อยเมื่อทีมแพทย์อนุญาต อยู่ในระยะของเหลวใสเท่านั้น ไม่ใช้หลอดดูดเพราะพาลมลงกระเพาะ
ทำอะไรได้ / ยังไม่ควรทำ: ผู้รับบริการส่วนใหญ่มักกลับบ้านได้ในวันเดียว ควรมีผู้ใหญ่มารับ ยังไม่ควรขับรถเองหรือทำงานที่ต้องตัดสินใจสำคัญใน 24 ชั่วโมงแรก
24–48 ชั่วโมงแรก
รู้สึกอย่างไร: ช่วงที่อาการเด่นที่สุด ทั้งคลื่นไส้ ปวดบีบใต้ลิ้นปี่ แน่นท้อง และอาเจียนได้ในบางราย ฉันทามติมาตรฐานการปฏิบัติระดับนานาชาติสำหรับ ESG (FITE-1, 2025) ระบุว่าอาการกลุ่มนี้คาดหมายได้ในช่วงแรก และ มักดีขึ้นภายใน 2–3 วันแรก โดยการดูแลมาตรฐานประกอบด้วยยาลดกรด ยาแก้คลื่นไส้ และยาบรรเทาปวดตามแผน ร่วมกับแผนอาหารเป็นขั้น
กินอะไรได้: ของเหลวใสเท่านั้น จิบถี่ ๆ ครั้งละน้อย เป้าหมายคือไม่ให้ขาดน้ำ ยังไม่ต้องกังวลเรื่องปริมาณอาหาร
ทำอะไรได้ / ยังไม่ควรทำ: พักเป็นหลัก แต่ควรลุกเดินช้า ๆ ในบ้านเป็นระยะ เพราะช่วยเรื่องการไหลเวียนเลือดและลมในท้อง งดออกกำลังกาย ยกของหนัก แอลกอฮอล์ และน้ำอัดลม
วันที่ 3–7
รู้สึกอย่างไร: อาการทุเลาชัดเจนในผู้รับบริการส่วนใหญ่ เริ่มมีแรงมากขึ้น แต่จะอิ่มเร็วกว่าเดิมมาก เพราะ ESG ลดปริมาตรกระเพาะลงราว 70% โดยไม่ตัดกระเพาะออก
กินอะไรได้: เข้าสู่ระยะของเหลวข้นและโปรตีนเหลวตามที่ทีมกำหนด เช่น โจ๊กใสไม่ใส่เครื่องแข็ง ซุปข้นปั่นละเอียด นมหรือนมถั่วเหลืองไม่หวาน โยเกิร์ตรสธรรมชาติแบบดื่ม
ทำอะไรได้ / ยังไม่ควรทำ: หลายรายกลับไปทำงานออฟฟิศหรือทำงานจากบ้านได้ปลายสัปดาห์แรก ขึ้นกับลักษณะงาน เดินเบา ๆ ได้ตามสบาย ยังไม่ยกน้ำหนัก วิ่ง หรือออกแรงเกร็งหน้าท้อง
สัปดาห์ที่ 2–4
รู้สึกอย่างไร: ร่างกายเข้าที่มากขึ้น ช่วงนี้คือช่วงเรียนรู้สัญญาณอิ่มแบบใหม่ ที่มาเร็วและเบากว่าเดิม หลายคนรู้ตัวช้าไปหนึ่งคำแล้วรู้สึกจุก
กินอะไรได้: ขยับจากอาหารบดละเอียดไปเป็นอาหารอ่อนนุ่ม เช่น ไข่ตุ๋น เต้าหู้ไข่ ปลานึ่งเนื้อขาว ฟักทองนึ่งบด ข้าวต้มเปื่อย เริ่มฝึกเคี้ยวละเอียดอย่างจริงจังตั้งแต่ระยะนี้
ทำอะไรได้ / ยังไม่ควรทำ: เดินเร็ว ปั่นจักรยานเบา ๆ หรือว่ายน้ำเบา ๆ ตามที่ทีมแพทย์อนุญาต ค่อย ๆ เพิ่มทีละน้อย เลี่ยงยกน้ำหนัก คลาสความหนักสูง และกีฬาปะทะ
เดือนที่ 2–3
รู้สึกอย่างไร: กินได้หลากหลายขึ้น อาการช่วงปรับตัวมักหมดไปแล้ว และน้ำหนักเริ่มเปลี่ยนชัดในหลายราย
กินอะไรได้: อาหารปกติในปริมาณที่ปรับแล้ว โดยคงหลักการเดิม คือกินโปรตีนก่อน เคี้ยวช้า และหยุดเมื่อเริ่มอิ่ม
ทำอะไรได้ / ยังไม่ควรทำ: โดยทั่วไปกลับไปออกกำลังกายได้เต็มรูปแบบเมื่อทีมแพทย์อนุญาต การฝึกแรงต้านมีบทบาทสำคัญ เพราะช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อระหว่างที่น้ำหนักลด
หลัง 3 เดือน
รู้สึกอย่างไร: รูปแบบการกินใหม่กลายเป็นกิจวัตร โจทย์เปลี่ยนจาก "กินอะไรได้" เป็น "รักษานิสัยนี้ไว้ได้นานแค่ไหน" ซึ่งเป็นตัวแปรที่มีผลต่อผลลัพธ์ระยะยาวมากที่สุด
กินอะไรได้: อาหารปกติในปริมาณที่ปรับแล้ว ปรับตามการติดตามผลร่วมกับทีมโภชนาการเป็นระยะ
ทำอะไรได้ / ยังไม่ควรทำ: ทำได้ตามปกติ จุดโฟกัสคือความสม่ำเสมอของการกิน การออกกำลังกาย และการมาตามนัดในปีแรก
ตารางอาหาร 4 ระยะหลัง ESG
ตารางนี้คือแนวทางที่ใช้กันในเวชปฏิบัติหลังหัตถการลดขนาดกระเพาะ ระยะเวลาเป็นค่าโดยประมาณ ทีมแพทย์อาจยืดหรือย่นระยะให้เหมาะกับคุณ
| ระยะ | ช่วงเวลาโดยประมาณ | เป้าหมาย | ตัวอย่างอาหารแบบไทย | ควรเลี่ยง |
|---|---|---|---|---|
| 1. ของเหลวใส | วันที่ทำ – ประมาณวันที่ 3 | ให้กระเพาะได้พัก ป้องกันภาวะขาดน้ำ | น้ำเปล่า น้ำซุปใสไม่มัน น้ำต้มผักกรองใส น้ำเกลือแร่ไม่หวานจัด ชาอ่อนไม่ใส่น้ำตาล | น้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำผลไม้เข้มข้น กาแฟเข้ม แอลกอฮอล์ และหลอดดูด |
| 2. ของเหลวข้น / โปรตีนเหลว | ประมาณวันที่ 4 – ปลายสัปดาห์ที่ 2 | ได้โปรตีนและน้ำพอ โดยกระเพาะยังไม่ต้องทำงานหนัก | โจ๊กใสไม่ใส่เครื่องแข็ง ซุปข้นปั่นละเอียด นมหรือนมถั่วเหลืองไม่หวาน โยเกิร์ตรสธรรมชาติแบบดื่ม เต้าฮวยนมสด | นมข้นหวาน น้ำเต้าหู้หวานจัด ซุปที่มีเนื้อชิ้น ของมันจัด |
| 3. อาหารบดละเอียด → อ่อนนุ่ม | ประมาณสัปดาห์ที่ 3–4 (บางรายถึงสัปดาห์ที่ 6) | ฝึกเคี้ยวและฝึกอ่านสัญญาณอิ่ม | ไข่ตุ๋น เต้าหู้ไข่ ปลานึ่งเนื้อขาว อกไก่ต้มฉีกละเอียด ฟักทองหรือมันนึ่งบด ข้าวต้มเปื่อย | เนื้อเหนียว ของทอด ข้าวเหนียว ขนมปังแห้ง ผักใยหยาบ อาหารเผ็ดจัด |
| 4. อาหารปกติในปริมาณที่ปรับแล้ว | ประมาณสัปดาห์ที่ 6–8 เป็นต้นไป | สร้างรูปแบบการกินระยะยาวที่อยู่กับคุณได้จริง | ปลานึ่ง อกไก่ ไข่ เต้าหู้ ผักสุก แกงจืด ต้มยำน้ำใส ข้าวกล้องปริมาณน้อย | น้ำอัดลม ของทอด ของหวานเข้มข้น เครื่องดื่มพลังงานสูง |
หมายเหตุสำคัญ: ตารางนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่แผนอาหารเฉพาะบุคคล แผนจริงของคุณ รวมถึงเป้าหมายโปรตีนต่อวัน ปริมาณน้ำ และวิตามินเสริม ต้องกำหนดโดยทีมแพทย์และทีมโภชนาการหลังการประเมิน
หลักการกินระยะยาว
- กินโปรตีนก่อนเสมอ เริ่มมื้อด้วยไข่ ปลา เต้าหู้ หรืออกไก่ แล้วค่อยตามด้วยผักและคาร์โบไฮเดรต เพราะพื้นที่ในกระเพาะมีจำกัด สิ่งที่เข้าไปก่อนจึงควรเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการมากที่สุด
- เคี้ยวช้าและละเอียด เคี้ยวจนเนียนก่อนกลืน คำเล็ก ช้อนเล็ก เผื่อเวลาต่อมื้อราว 20–30 นาที การรีบกินคือสาเหตุอันดับต้น ๆ ของอาการจุกและอาเจียนช่วงปรับตัว
- แยกดื่มน้ำออกจากมื้ออาหาร โดยทั่วไปหยุดดื่มก่อนมื้อราว 30 นาที และเว้นอีกราว 30 นาทีหลังมื้อ เพื่อไม่ให้น้ำแย่งพื้นที่ของอาหาร และไม่ให้อาหารถูกดันผ่านเร็วเกินไป
- หยุดเมื่อเริ่มอิ่ม ไม่ใช่เมื่ออิ่มแน่น สัญญาณอิ่มหลัง ESG มาเร็วและเบากว่าเดิม การกินต่ออีกหนึ่งถึงสองคำมักตามมาด้วยอาการจุกแน่น
- เลี่ยงน้ำอัดลมและของเหลวพลังงานสูง น้ำอัดลมทำให้ท้องอืด ส่วนชานมไข่มุก น้ำผลไม้เข้มข้น และกาแฟปั่น ให้พลังงานสูงโดยแทบไม่สร้างความอิ่ม ซึ่งเป็นทางที่พลังงานส่วนเกินย้อนกลับมาได้ง่ายที่สุด
- วิตามินและโปรตีนเสริมตามที่ทีมแพทย์ประเมิน เมื่อปริมาณอาหารต่อวันลดลง โอกาสได้สารอาหารบางตัวไม่พอจะสูงขึ้น ทีมแพทย์จะประเมินจากผลเลือดและแผนการกินว่าต้องเสริมอะไรและนานเท่าไร ไม่ควรซื้ออาหารเสริมเองโดยไม่ปรึกษา
หลักการชุดนี้คือสิ่งที่ทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้ยาว แนวปฏิบัติ ASGE–ESGE ปี 2024 แนะนำให้ใช้หัตถการส่องกล้องลดน้ำหนัก ควบคู่กับการปรับพฤติกรรม ไม่ใช่แทนที่กัน และข้อมูลติดตามผล 5 ปีพบว่า 61% ยังคงน้ำหนักลดได้อย่างน้อย 10% ของน้ำหนักตัวที่ปีที่ 5 สำหรับผลลัพธ์โดยรวม ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า โดยทั่วไปลดได้ประมาณ 15–18% ของน้ำหนักตัวใน 1 ปี ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล อ่านต่อได้ที่ ผลลัพธ์ระยะยาวของ ESG
อาการที่พบบ่อยช่วงแรกและวิธีดูแล
| อาการ | มักเกิดช่วงไหน | ดูแลอย่างไร |
|---|---|---|
| คลื่นไส้ | 1–3 วันแรก | ยาแก้คลื่นไส้ตามแผน จิบของเหลวใสทีละน้อย เลี่ยงกลิ่นอาหารแรง |
| ปวดบีบหรือแน่นใต้ลิ้นปี่ | 1–3 วันแรก | ยาบรรเทาปวดตามแผน ลุกเดินช้า ๆ เป็นระยะ ประคบอุ่นหน้าท้อง |
| อาเจียนเป็นบางครั้ง | 1–3 วันแรก | ลดปริมาณต่อครั้งและจิบให้ถี่ขึ้น หากอาเจียนทุกครั้งที่ดื่ม ให้ติดต่อทีมแพทย์ |
| แสบยอดอก / กรดไหลย้อน | สัปดาห์แรก ๆ | ยาลดกรดตามแผน ไม่นอนราบทันทีหลังกิน กินมื้อเล็กลง |
| ท้องผูก | สัปดาห์ที่ 1–4 | ดื่มน้ำให้พอตลอดวัน เดินมากขึ้น ปรึกษาทีมแพทย์ก่อนใช้ยาระบาย |
ชุดการดูแลนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานหลัง ESG ที่ระบุในฉันทามติ FITE-1 คือยาลดกรด ยาแก้คลื่นไส้ การควบคุมอาการปวด และแผนอาหารเป็นขั้น ภาพรวมความเสี่ยงอ่านได้ที่ ESG อันตรายไหม ผลข้างเคียงมีอะไรบ้าง
สัญญาณเตือนที่ต้องติดต่อทีมแพทย์ทันที
อาการช่วงปรับตัวส่วนใหญ่ทุเลาเองใน 2–3 วัน แต่อาการชุดนี้ ไม่ควรรอดูอาการที่บ้าน ให้ติดต่อทีมแพทย์ทันที หรือไปห้องฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุดหากติดต่อไม่ได้
- ปวดท้องรุนแรงที่ไม่ทุเลาลงเลย หรือปวดมากขึ้นแม้ได้ยาบรรเทาปวดตามแผนแล้ว
- ไข้สูงหรือหนาวสั่น
- อาเจียนเป็นเลือด หรืออาเจียนสีดำคล้ายกากกาแฟ
- ถ่ายอุจจาระสีดำเหลว หรือถ่ายเป็นเลือด
- หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก หรือใจสั่นผิดปกติ
- ดื่มน้ำไม่ได้เลยเกิน 24 ชั่วโมง หรืออาเจียนออกทุกครั้งที่พยายามดื่ม
- หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หน้ามืด หรือปัสสาวะน้อยลงมาก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำ
ในเชิงสถิติ ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงของ ESG พบไม่บ่อย การทบทวนอย่างเป็นระบบและวิเคราะห์อภิมานปี 2020 รายงานอัตรารวม 2.2% และรายงานจุดยืนของ IFSO ปี 2024 ซึ่งรวบรวมหัตถการ 15,398 ครั้ง รายงาน 1.25% ความถี่ที่ต่ำไม่ได้แปลว่าไม่ต้องเฝ้าระวัง การรู้รายการข้างต้นล่วงหน้าคือสิ่งที่ทำให้จัดการได้ทันเวลา
กลับไปใช้ชีวิตได้เมื่อไหร่
| กิจกรรม | โดยทั่วไปเริ่มได้เมื่อ |
|---|---|
| ขับรถเอง | หลังยาระงับความรู้สึกหมดฤทธิ์และไม่ได้ใช้ยาที่ทำให้ง่วง โดยทั่วไปหลัง 24–48 ชั่วโมง (วันทำหัตถการต้องมีคนมารับ) |
| ทำงานออฟฟิศ / ทำงานจากบ้าน | หลายรายประมาณวันที่ 3–7 ขึ้นกับลักษณะงานและอาการ |
| งานที่ใช้แรงหรือยกของหนัก | หารือกับทีมแพทย์ มักนานกว่างานออฟฟิศ |
| เดินเบา ๆ ในบ้าน | ตั้งแต่ 24–48 ชั่วโมงแรก และควรทำ |
| ออกกำลังกายเบา (เดินเร็ว จักรยานเบา) | ประมาณสัปดาห์ที่ 2 ค่อย ๆ เพิ่มความหนัก |
| ยกน้ำหนัก / ออกกำลังกายหนัก / กีฬาปะทะ | โดยทั่วไปประมาณ 4 สัปดาห์ขึ้นไป เมื่อทีมแพทย์อนุญาต |
| เดินทางไกลหรือขึ้นเครื่องบิน | หารือกับทีมแพทย์ก่อนจองตั๋วขากลับ |
| ดื่มแอลกอฮอล์ | หารือกับทีมแพทย์ โดยทั่วไปงดช่วงแรกและจำกัดในระยะยาว |
หากเดินทางมาจากต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ควรวางแผนช่วงพักในกรุงเทพฯ หลังทำหัตถการก่อนเดินทางกลับ และยืนยันจำนวนวันที่เหมาะสมกับทีมแพทย์ก่อนออกตั๋ว เพราะระยะที่เหมาะสมต่างกันในแต่ละคน
การติดตามผล — ส่วนที่ตัดสินผลลัพธ์จริง
การนัดติดตามผลในปีแรกคือช่วงที่แผนการกินถูกปรับให้ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับร่างกายคุณ โดยทั่วไปครอบคลุม สัปดาห์แรก (ดื่มน้ำพอไหม อาการควบคุมได้ไหม เปลี่ยนระยะอาหารตามแผนได้ไหม) · ราว 1 เดือน (การเปลี่ยนมาสู่อาหารอ่อนนุ่ม ปริมาณโปรตีน และการปรับขนาดยาโรคประจำตัว เช่น ยาเบาหวานหรือยาลดความดัน เมื่อน้ำหนักเริ่มลด) · เดือนที่ 3, 6 และ 12 (น้ำหนัก ผลเลือด ภาวะเมตาบอลิก และแผนการกินระยะถัดไป)
ในการศึกษา MERIT ซึ่งเป็นการทดลองแบบสุ่มที่ตีพิมพ์ในวารสาร Lancet ปี 2022 กลุ่มที่ได้รับ ESG ร่วมกับการปรับพฤติกรรมมี 80% ที่ภาวะร่วมทางเมตาบอลิกอย่างน้อยหนึ่งอย่างดีขึ้นที่ 52 สัปดาห์ เทียบกับ 45% ในกลุ่มที่ปรับพฤติกรรมอย่างเดียว นี่เป็นข้อมูลจากงานวิจัย ไม่ใช่การรับประกันผลลัพธ์รายบุคคล และจุดร่วมของทั้งสองกลุ่มคือทุกคนได้รับการติดตามอย่างเป็นระบบ
หากยังอยู่ในขั้นตัดสินใจ อ่านต่อที่ ESG เหมาะกับใคร ใครไม่ควรทำ · โรคอ้วนและการดูแลน้ำหนัก · หรือบทความหลัก ESG เย็บกระเพาะ: ลดน้ำหนักไม่ผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง
สรุป
การฟื้นตัวหลัง ESG เดินเป็นเส้นที่คาดเดาได้พอสมควร และตารางในหน้านี้มีไว้ให้เห็นภาพก่อนตัดสินใจ สองเรื่องที่ต้องจำให้แม่นคือ รายการสัญญาณเตือนที่ต้องติดต่อทีมแพทย์ทันที และ การมาตามนัดติดตามผลในปีแรก ส่วนแผนจริงต้องมาจากการประเมินโดยทีมแพทย์และทีมโภชนาการ
คำถามที่พบบ่อย
หลังเย็บกระเพาะ กินอะไรได้บ้างในสัปดาห์แรก?
ประมาณ 3 วันแรกเป็นของเหลวใส เช่น น้ำเปล่า น้ำซุปใสไม่มัน น้ำต้มผักกรองใส จากนั้นเข้าสู่ระยะของเหลวข้นและโปรตีนเหลว เช่น โจ๊กใส ซุปข้นปั่นละเอียด นมหรือนมถั่วเหลืองไม่หวาน จิบทีละน้อยและไม่ใช้หลอดดูด ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางทั่วไป แผนจริงกำหนดโดยทีมแพทย์และทีมโภชนาการเป็นรายบุคคล
ESG พักฟื้นกี่วัน กลับไปทำงานได้เมื่อไหร่?
ผู้รับบริการส่วนใหญ่มักกลับบ้านได้ในวันเดียว อาการช่วงปรับตัวมักดีขึ้นใน 2–3 วันแรก และหลายรายกลับไปทำงานออฟฟิศได้ประมาณวันที่ 3–7 ขึ้นอยู่กับลักษณะงานและอาการของแต่ละบุคคล งานที่ใช้แรงมักต้องรอนานกว่าและควรหารือกับทีมแพทย์
หลัง ESG ออกกำลังกายได้เมื่อไหร่?
เดินเบา ๆ เริ่มได้ตั้งแต่ 24–48 ชั่วโมงแรกและควรทำ ออกกำลังกายเบาอย่างเดินเร็วหรือปั่นจักรยานเบา ๆ โดยทั่วไปเริ่มได้ประมาณสัปดาห์ที่ 2 ส่วนการยกน้ำหนักและออกกำลังกายหนักโดยทั่วไปประมาณ 4 สัปดาห์ขึ้นไป และต้องได้รับการประเมินจากทีมแพทย์ก่อน
ทำไมต้องแยกดื่มน้ำออกจากมื้ออาหาร?
เพราะพื้นที่ในกระเพาะหลัง ESG มีจำกัด การดื่มน้ำระหว่างมื้อทำให้น้ำไปแทนที่พื้นที่ที่ควรเป็นของอาหาร และอาจดันอาหารผ่านเร็วขึ้นจนอิ่มไม่นาน โดยทั่วไปแนะนำให้หยุดดื่มก่อนมื้อราว 30 นาที และเว้นอีกราว 30 นาทีหลังมื้อ
คลื่นไส้และอาเจียนช่วงแรกเป็นเรื่องปกติไหม?
คลื่นไส้ ปวดท้อง และอาเจียนพบได้บ่อยในช่วงแรกและโดยทั่วไปมักดีขึ้นใน 2–3 วันแรก ดูแลด้วยยาลดกรด ยาแก้คลื่นไส้ และยาบรรเทาปวดตามแผนของทีมแพทย์ แต่หากอาเจียนทุกครั้งที่ดื่ม ดื่มน้ำไม่ได้เลยเกิน 24 ชั่วโมง อาเจียนเป็นเลือดหรือสีดำ ปวดรุนแรงที่ไม่ทุเลา หรือมีไข้สูง ให้ติดต่อทีมแพทย์ทันที
ต้องกินวิตามินเสริมตลอดไปไหม?
ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน เมื่อปริมาณอาหารต่อวันลดลง โอกาสได้สารอาหารบางตัวไม่พอจะสูงขึ้น ทีมแพทย์จะประเมินจากผลเลือดและแผนการกินเป็นระยะว่าต้องเสริมอะไรและนานเท่าไร ไม่ควรเลือกอาหารเสริมเองโดยไม่ปรึกษาทีมแพทย์
แหล่งอ้างอิง
- Jirapinyo P, Advani R, Al-Sabban A, et al. Establishing standards of practice for endoscopic sleeve gastroplasty: a global expert consensus using a modified Del (Gastrointest Endosc, 2025)
- Abu Dayyeh BK, Bazerbachi F, Vargas EJ, et al. Endoscopic sleeve gastroplasty for treatment of class 1 and 2 obesity (MERIT). Lancet. 2022;400(10350):441–451. P (Lancet, 2022)
- Hedjoudje A, Abu Dayyeh BK, Cheskin LJ, et al. Efficacy and safety of endoscopic sleeve gastroplasty: a systematic review and meta-analysis. Clin Gastroenterol (Clin Gastroenterol Hepatol, 2020)
- IFSO Bariatric Endoscopy Committee evidence-based review and position statement on endoscopic sleeve gastroplasty. Obes Surg. 2024. PMID: 39482444 (รายงานจุดยืน (Obes Surg, 2024)
- Sharaiha RZ, Hajifathalian K, Kumar R, et al. Five-year outcomes of endoscopic sleeve gastroplasty for the treatment of obesity. Clin Gastroenterol Hepatol. 202 (Clin Gastroenterol Hepatol, 2021)
- Jirapinyo P, Kumar N, AlSamman MA, et al.; ASGE–ESGE. Guideline on primary endoscopic bariatric and metabolic therapies for adults with obesity. Gastrointest En (Gastrointest Endosc, 2024)
หมายเหตุทางการแพทย์
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่แทนการตรวจ วินิจฉัย หรือรักษาโดยแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการเปลี่ยนเร็ว หรือมีภาวะฉุกเฉิน ควรพบแพทย์ทันที
ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ
อยากรู้ว่าแผนดูแลแบบไหนเหมาะกับคุณ?
ส่งรายละเอียดอาการ ประวัติสุขภาพ ยาหรือหัตถการที่เคยทำ และเป้าหมายที่ต้องการ ทีมงานจะช่วยนัดหมายเพื่อประเมินกับแพทย์
ปรึกษาอาการกับ YOUNIFY Clinic