อาหารตามระยะสำหรับการพักฟื้นหลังเย็บกระเพาะผ่านกล้อง
Weight Management

หลังทำ ESG ต้องกินอะไร พักฟื้นกี่วัน — ไทม์ไลน์การฟื้นตัวและอาหารทีละระยะ

อ่านบทความ
วันที่14 สิงหาคม 2569
หมวดหมู่Weight Management
เวลาอ่าน12 นาที
ตรวจทานโดย นพ.นพชัย สิระนาท · โรคทางเดินอาหาร การส่องกล้อง และเวชศาสตร์โรคอ้วนLinkedInResearchGate

หลังเย็บกระเพาะ กินอะไรได้บ้าง พักฟื้นกี่วัน ไทม์ไลน์การฟื้นตัวหลัง ESG ทีละระยะ ตารางอาหาร 4 ขั้น กลับไปทำงานและออกกำลังกายเมื่อไหร่ พร้อมสัญญาณเตือนที่ต้องติดต่อทีมแพทย์ทันที โดยทีมแพทย์ YOUNIFY สีลม

สารบัญ

สรุปสำคัญ

  • สรุปไทม์ไลน์ 3 บรรทัด
  • 1. พักฟื้น: ผู้รับบริการส่วนใหญ่มักกลับบ้านได้ในวันเดียว อาการแน่นท้อง คลื่นไส้ และปวดบีบช่วงแรกมักดีขึ้นใน 2–3 วันแรก หลายรายกลับไปทำงานออฟฟิศได้ประมาณวันที่ 3–7 ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
  • 2. อาหาร 4 ระยะ: ของเหลวใส (ราว 3 วันแรก) → ของเหลวข้นและโปรตีนเหลว (ราวสัปดาห์ที่ 1–2) → อาหารบดละเอียดและอ่อนนุ่ม (ราวสัปดาห์ที่ 3–4) → อาหารปกติในปริมาณที่ปรับแล้ว (ราวสัปดาห์ที่ 6–8 เป็นต้นไป)
  • 3. กลับไปใช้ชีวิต: เดินเบา ๆ ตั้งแต่ 1–2 วันแรก · ออกกำลังกายเบาราวสัปดาห์ที่ 2 · ยกน้ำหนักและออกกำลังกายหนักโดยทั่วไปประมาณ 4 สัปดาห์ขึ้นไปเมื่อทีมแพทย์อนุญาต
  • หลังเย็บกระเพาะ กินอะไรได้บ้าง เป็นคำถามที่คนไข้ถามมากที่สุด รองจากเรื่องความเจ็บ เพราะสิ่งที่เปลี่ยนจริงหลังทำ ESG (Endoscopic Sleeve Gastroplasty คือการเย็บกระเพาะผ่านกล้อง) ไม่ใช่หัตถการวันเดียว แต่คือวิธีกินและจังหวะการกินในเดือนถัด ๆ ไป หน้านี้ทีมแพทย์ YOUNIFY เรียบเรียงเป็นไทม์ไลน์ทีละระยะ พร้อมตารางอาหาร 4 ขั้นแบบตัวอย่างอาหารไทย สัญญาณเตือนที่ต้องติดต่อทีมแพทย์ทันที และคำตอบว่ากลับไปทำงาน ออกกำลังกาย และเดินทางได้เมื่อไหร่
  • > โปรดอ่านก่อน: ช่วงเวลาทั้งหมดในหน้านี้เป็น แนวทางทั่วไป ไว้ให้เห็นภาพล่วงหน้า ไม่ใช่คำสั่งการรักษา แผนอาหารและตารางกิจกรรมจริงของคุณต้องกำหนดโดยทีมแพทย์และทีมโภชนาการเป็นรายบุคคล ตามน้ำหนักตั้งต้น โรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ และสิ่งที่พบระหว่างทำหัตถการ หากคำแนะนำของทีมที่ดูแลคุณต่างจากหน้านี้ ให้ยึดทีมที่ดูแลคุณเสมอ

ไทม์ไลน์การฟื้นตัวทีละระยะ

วันที่ทำหัตถการ (วันที่ 0)

รู้สึกอย่างไร: ESG ทำผ่านการส่องกล้องทางปาก ไม่มีแผลผ่าตัดภายนอก หลังทำจะพักสังเกตอาการก่อนกลับบ้าน อาจมึนจากยาระงับความรู้สึก แน่นใต้ลิ้นปี่จากลมที่ใช้ขยายกระเพาะ ระคายคอ และคลื่นไส้เป็นพัก ๆ

กินอะไรได้: จิบน้ำเปล่าทีละน้อยเมื่อทีมแพทย์อนุญาต อยู่ในระยะของเหลวใสเท่านั้น ไม่ใช้หลอดดูดเพราะพาลมลงกระเพาะ

ทำอะไรได้ / ยังไม่ควรทำ: ผู้รับบริการส่วนใหญ่มักกลับบ้านได้ในวันเดียว ควรมีผู้ใหญ่มารับ ยังไม่ควรขับรถเองหรือทำงานที่ต้องตัดสินใจสำคัญใน 24 ชั่วโมงแรก

24–48 ชั่วโมงแรก

รู้สึกอย่างไร: ช่วงที่อาการเด่นที่สุด ทั้งคลื่นไส้ ปวดบีบใต้ลิ้นปี่ แน่นท้อง และอาเจียนได้ในบางราย ฉันทามติมาตรฐานการปฏิบัติระดับนานาชาติสำหรับ ESG (FITE-1, 2025) ระบุว่าอาการกลุ่มนี้คาดหมายได้ในช่วงแรก และ มักดีขึ้นภายใน 2–3 วันแรก โดยการดูแลมาตรฐานประกอบด้วยยาลดกรด ยาแก้คลื่นไส้ และยาบรรเทาปวดตามแผน ร่วมกับแผนอาหารเป็นขั้น

กินอะไรได้: ของเหลวใสเท่านั้น จิบถี่ ๆ ครั้งละน้อย เป้าหมายคือไม่ให้ขาดน้ำ ยังไม่ต้องกังวลเรื่องปริมาณอาหาร

ทำอะไรได้ / ยังไม่ควรทำ: พักเป็นหลัก แต่ควรลุกเดินช้า ๆ ในบ้านเป็นระยะ เพราะช่วยเรื่องการไหลเวียนเลือดและลมในท้อง งดออกกำลังกาย ยกของหนัก แอลกอฮอล์ และน้ำอัดลม

วันที่ 3–7

รู้สึกอย่างไร: อาการทุเลาชัดเจนในผู้รับบริการส่วนใหญ่ เริ่มมีแรงมากขึ้น แต่จะอิ่มเร็วกว่าเดิมมาก เพราะ ESG ลดปริมาตรกระเพาะลงราว 70% โดยไม่ตัดกระเพาะออก

กินอะไรได้: เข้าสู่ระยะของเหลวข้นและโปรตีนเหลวตามที่ทีมกำหนด เช่น โจ๊กใสไม่ใส่เครื่องแข็ง ซุปข้นปั่นละเอียด นมหรือนมถั่วเหลืองไม่หวาน โยเกิร์ตรสธรรมชาติแบบดื่ม

ทำอะไรได้ / ยังไม่ควรทำ: หลายรายกลับไปทำงานออฟฟิศหรือทำงานจากบ้านได้ปลายสัปดาห์แรก ขึ้นกับลักษณะงาน เดินเบา ๆ ได้ตามสบาย ยังไม่ยกน้ำหนัก วิ่ง หรือออกแรงเกร็งหน้าท้อง

สัปดาห์ที่ 2–4

รู้สึกอย่างไร: ร่างกายเข้าที่มากขึ้น ช่วงนี้คือช่วงเรียนรู้สัญญาณอิ่มแบบใหม่ ที่มาเร็วและเบากว่าเดิม หลายคนรู้ตัวช้าไปหนึ่งคำแล้วรู้สึกจุก

กินอะไรได้: ขยับจากอาหารบดละเอียดไปเป็นอาหารอ่อนนุ่ม เช่น ไข่ตุ๋น เต้าหู้ไข่ ปลานึ่งเนื้อขาว ฟักทองนึ่งบด ข้าวต้มเปื่อย เริ่มฝึกเคี้ยวละเอียดอย่างจริงจังตั้งแต่ระยะนี้

ทำอะไรได้ / ยังไม่ควรทำ: เดินเร็ว ปั่นจักรยานเบา ๆ หรือว่ายน้ำเบา ๆ ตามที่ทีมแพทย์อนุญาต ค่อย ๆ เพิ่มทีละน้อย เลี่ยงยกน้ำหนัก คลาสความหนักสูง และกีฬาปะทะ

เดือนที่ 2–3

รู้สึกอย่างไร: กินได้หลากหลายขึ้น อาการช่วงปรับตัวมักหมดไปแล้ว และน้ำหนักเริ่มเปลี่ยนชัดในหลายราย

กินอะไรได้: อาหารปกติในปริมาณที่ปรับแล้ว โดยคงหลักการเดิม คือกินโปรตีนก่อน เคี้ยวช้า และหยุดเมื่อเริ่มอิ่ม

ทำอะไรได้ / ยังไม่ควรทำ: โดยทั่วไปกลับไปออกกำลังกายได้เต็มรูปแบบเมื่อทีมแพทย์อนุญาต การฝึกแรงต้านมีบทบาทสำคัญ เพราะช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อระหว่างที่น้ำหนักลด

หลัง 3 เดือน

รู้สึกอย่างไร: รูปแบบการกินใหม่กลายเป็นกิจวัตร โจทย์เปลี่ยนจาก "กินอะไรได้" เป็น "รักษานิสัยนี้ไว้ได้นานแค่ไหน" ซึ่งเป็นตัวแปรที่มีผลต่อผลลัพธ์ระยะยาวมากที่สุด

กินอะไรได้: อาหารปกติในปริมาณที่ปรับแล้ว ปรับตามการติดตามผลร่วมกับทีมโภชนาการเป็นระยะ

ทำอะไรได้ / ยังไม่ควรทำ: ทำได้ตามปกติ จุดโฟกัสคือความสม่ำเสมอของการกิน การออกกำลังกาย และการมาตามนัดในปีแรก

ตารางอาหาร 4 ระยะหลัง ESG

ตารางนี้คือแนวทางที่ใช้กันในเวชปฏิบัติหลังหัตถการลดขนาดกระเพาะ ระยะเวลาเป็นค่าโดยประมาณ ทีมแพทย์อาจยืดหรือย่นระยะให้เหมาะกับคุณ

ระยะช่วงเวลาโดยประมาณเป้าหมายตัวอย่างอาหารแบบไทยควรเลี่ยง
1. ของเหลวใสวันที่ทำ – ประมาณวันที่ 3ให้กระเพาะได้พัก ป้องกันภาวะขาดน้ำน้ำเปล่า น้ำซุปใสไม่มัน น้ำต้มผักกรองใส น้ำเกลือแร่ไม่หวานจัด ชาอ่อนไม่ใส่น้ำตาลน้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำผลไม้เข้มข้น กาแฟเข้ม แอลกอฮอล์ และหลอดดูด
2. ของเหลวข้น / โปรตีนเหลวประมาณวันที่ 4 – ปลายสัปดาห์ที่ 2ได้โปรตีนและน้ำพอ โดยกระเพาะยังไม่ต้องทำงานหนักโจ๊กใสไม่ใส่เครื่องแข็ง ซุปข้นปั่นละเอียด นมหรือนมถั่วเหลืองไม่หวาน โยเกิร์ตรสธรรมชาติแบบดื่ม เต้าฮวยนมสดนมข้นหวาน น้ำเต้าหู้หวานจัด ซุปที่มีเนื้อชิ้น ของมันจัด
3. อาหารบดละเอียด → อ่อนนุ่มประมาณสัปดาห์ที่ 3–4 (บางรายถึงสัปดาห์ที่ 6)ฝึกเคี้ยวและฝึกอ่านสัญญาณอิ่มไข่ตุ๋น เต้าหู้ไข่ ปลานึ่งเนื้อขาว อกไก่ต้มฉีกละเอียด ฟักทองหรือมันนึ่งบด ข้าวต้มเปื่อยเนื้อเหนียว ของทอด ข้าวเหนียว ขนมปังแห้ง ผักใยหยาบ อาหารเผ็ดจัด
4. อาหารปกติในปริมาณที่ปรับแล้วประมาณสัปดาห์ที่ 6–8 เป็นต้นไปสร้างรูปแบบการกินระยะยาวที่อยู่กับคุณได้จริงปลานึ่ง อกไก่ ไข่ เต้าหู้ ผักสุก แกงจืด ต้มยำน้ำใส ข้าวกล้องปริมาณน้อยน้ำอัดลม ของทอด ของหวานเข้มข้น เครื่องดื่มพลังงานสูง

หมายเหตุสำคัญ: ตารางนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่แผนอาหารเฉพาะบุคคล แผนจริงของคุณ รวมถึงเป้าหมายโปรตีนต่อวัน ปริมาณน้ำ และวิตามินเสริม ต้องกำหนดโดยทีมแพทย์และทีมโภชนาการหลังการประเมิน

หลักการกินระยะยาว

  • กินโปรตีนก่อนเสมอ เริ่มมื้อด้วยไข่ ปลา เต้าหู้ หรืออกไก่ แล้วค่อยตามด้วยผักและคาร์โบไฮเดรต เพราะพื้นที่ในกระเพาะมีจำกัด สิ่งที่เข้าไปก่อนจึงควรเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการมากที่สุด
  • เคี้ยวช้าและละเอียด เคี้ยวจนเนียนก่อนกลืน คำเล็ก ช้อนเล็ก เผื่อเวลาต่อมื้อราว 20–30 นาที การรีบกินคือสาเหตุอันดับต้น ๆ ของอาการจุกและอาเจียนช่วงปรับตัว
  • แยกดื่มน้ำออกจากมื้ออาหาร โดยทั่วไปหยุดดื่มก่อนมื้อราว 30 นาที และเว้นอีกราว 30 นาทีหลังมื้อ เพื่อไม่ให้น้ำแย่งพื้นที่ของอาหาร และไม่ให้อาหารถูกดันผ่านเร็วเกินไป
  • หยุดเมื่อเริ่มอิ่ม ไม่ใช่เมื่ออิ่มแน่น สัญญาณอิ่มหลัง ESG มาเร็วและเบากว่าเดิม การกินต่ออีกหนึ่งถึงสองคำมักตามมาด้วยอาการจุกแน่น
  • เลี่ยงน้ำอัดลมและของเหลวพลังงานสูง น้ำอัดลมทำให้ท้องอืด ส่วนชานมไข่มุก น้ำผลไม้เข้มข้น และกาแฟปั่น ให้พลังงานสูงโดยแทบไม่สร้างความอิ่ม ซึ่งเป็นทางที่พลังงานส่วนเกินย้อนกลับมาได้ง่ายที่สุด
  • วิตามินและโปรตีนเสริมตามที่ทีมแพทย์ประเมิน เมื่อปริมาณอาหารต่อวันลดลง โอกาสได้สารอาหารบางตัวไม่พอจะสูงขึ้น ทีมแพทย์จะประเมินจากผลเลือดและแผนการกินว่าต้องเสริมอะไรและนานเท่าไร ไม่ควรซื้ออาหารเสริมเองโดยไม่ปรึกษา

หลักการชุดนี้คือสิ่งที่ทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้ยาว แนวปฏิบัติ ASGE–ESGE ปี 2024 แนะนำให้ใช้หัตถการส่องกล้องลดน้ำหนัก ควบคู่กับการปรับพฤติกรรม ไม่ใช่แทนที่กัน และข้อมูลติดตามผล 5 ปีพบว่า 61% ยังคงน้ำหนักลดได้อย่างน้อย 10% ของน้ำหนักตัวที่ปีที่ 5 สำหรับผลลัพธ์โดยรวม ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า โดยทั่วไปลดได้ประมาณ 15–18% ของน้ำหนักตัวใน 1 ปี ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล อ่านต่อได้ที่ ผลลัพธ์ระยะยาวของ ESG

อาการที่พบบ่อยช่วงแรกและวิธีดูแล

อาการมักเกิดช่วงไหนดูแลอย่างไร
คลื่นไส้1–3 วันแรกยาแก้คลื่นไส้ตามแผน จิบของเหลวใสทีละน้อย เลี่ยงกลิ่นอาหารแรง
ปวดบีบหรือแน่นใต้ลิ้นปี่1–3 วันแรกยาบรรเทาปวดตามแผน ลุกเดินช้า ๆ เป็นระยะ ประคบอุ่นหน้าท้อง
อาเจียนเป็นบางครั้ง1–3 วันแรกลดปริมาณต่อครั้งและจิบให้ถี่ขึ้น หากอาเจียนทุกครั้งที่ดื่ม ให้ติดต่อทีมแพทย์
แสบยอดอก / กรดไหลย้อนสัปดาห์แรก ๆยาลดกรดตามแผน ไม่นอนราบทันทีหลังกิน กินมื้อเล็กลง
ท้องผูกสัปดาห์ที่ 1–4ดื่มน้ำให้พอตลอดวัน เดินมากขึ้น ปรึกษาทีมแพทย์ก่อนใช้ยาระบาย

ชุดการดูแลนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานหลัง ESG ที่ระบุในฉันทามติ FITE-1 คือยาลดกรด ยาแก้คลื่นไส้ การควบคุมอาการปวด และแผนอาหารเป็นขั้น ภาพรวมความเสี่ยงอ่านได้ที่ ESG อันตรายไหม ผลข้างเคียงมีอะไรบ้าง

สัญญาณเตือนที่ต้องติดต่อทีมแพทย์ทันที

อาการช่วงปรับตัวส่วนใหญ่ทุเลาเองใน 2–3 วัน แต่อาการชุดนี้ ไม่ควรรอดูอาการที่บ้าน ให้ติดต่อทีมแพทย์ทันที หรือไปห้องฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุดหากติดต่อไม่ได้

  • ปวดท้องรุนแรงที่ไม่ทุเลาลงเลย หรือปวดมากขึ้นแม้ได้ยาบรรเทาปวดตามแผนแล้ว
  • ไข้สูงหรือหนาวสั่น
  • อาเจียนเป็นเลือด หรืออาเจียนสีดำคล้ายกากกาแฟ
  • ถ่ายอุจจาระสีดำเหลว หรือถ่ายเป็นเลือด
  • หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก หรือใจสั่นผิดปกติ
  • ดื่มน้ำไม่ได้เลยเกิน 24 ชั่วโมง หรืออาเจียนออกทุกครั้งที่พยายามดื่ม
  • หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หน้ามืด หรือปัสสาวะน้อยลงมาก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำ

ในเชิงสถิติ ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงของ ESG พบไม่บ่อย การทบทวนอย่างเป็นระบบและวิเคราะห์อภิมานปี 2020 รายงานอัตรารวม 2.2% และรายงานจุดยืนของ IFSO ปี 2024 ซึ่งรวบรวมหัตถการ 15,398 ครั้ง รายงาน 1.25% ความถี่ที่ต่ำไม่ได้แปลว่าไม่ต้องเฝ้าระวัง การรู้รายการข้างต้นล่วงหน้าคือสิ่งที่ทำให้จัดการได้ทันเวลา

กลับไปใช้ชีวิตได้เมื่อไหร่

กิจกรรมโดยทั่วไปเริ่มได้เมื่อ
ขับรถเองหลังยาระงับความรู้สึกหมดฤทธิ์และไม่ได้ใช้ยาที่ทำให้ง่วง โดยทั่วไปหลัง 24–48 ชั่วโมง (วันทำหัตถการต้องมีคนมารับ)
ทำงานออฟฟิศ / ทำงานจากบ้านหลายรายประมาณวันที่ 3–7 ขึ้นกับลักษณะงานและอาการ
งานที่ใช้แรงหรือยกของหนักหารือกับทีมแพทย์ มักนานกว่างานออฟฟิศ
เดินเบา ๆ ในบ้านตั้งแต่ 24–48 ชั่วโมงแรก และควรทำ
ออกกำลังกายเบา (เดินเร็ว จักรยานเบา)ประมาณสัปดาห์ที่ 2 ค่อย ๆ เพิ่มความหนัก
ยกน้ำหนัก / ออกกำลังกายหนัก / กีฬาปะทะโดยทั่วไปประมาณ 4 สัปดาห์ขึ้นไป เมื่อทีมแพทย์อนุญาต
เดินทางไกลหรือขึ้นเครื่องบินหารือกับทีมแพทย์ก่อนจองตั๋วขากลับ
ดื่มแอลกอฮอล์หารือกับทีมแพทย์ โดยทั่วไปงดช่วงแรกและจำกัดในระยะยาว

หากเดินทางมาจากต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ควรวางแผนช่วงพักในกรุงเทพฯ หลังทำหัตถการก่อนเดินทางกลับ และยืนยันจำนวนวันที่เหมาะสมกับทีมแพทย์ก่อนออกตั๋ว เพราะระยะที่เหมาะสมต่างกันในแต่ละคน

การติดตามผล — ส่วนที่ตัดสินผลลัพธ์จริง

การนัดติดตามผลในปีแรกคือช่วงที่แผนการกินถูกปรับให้ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับร่างกายคุณ โดยทั่วไปครอบคลุม สัปดาห์แรก (ดื่มน้ำพอไหม อาการควบคุมได้ไหม เปลี่ยนระยะอาหารตามแผนได้ไหม) · ราว 1 เดือน (การเปลี่ยนมาสู่อาหารอ่อนนุ่ม ปริมาณโปรตีน และการปรับขนาดยาโรคประจำตัว เช่น ยาเบาหวานหรือยาลดความดัน เมื่อน้ำหนักเริ่มลด) · เดือนที่ 3, 6 และ 12 (น้ำหนัก ผลเลือด ภาวะเมตาบอลิก และแผนการกินระยะถัดไป)

ในการศึกษา MERIT ซึ่งเป็นการทดลองแบบสุ่มที่ตีพิมพ์ในวารสาร Lancet ปี 2022 กลุ่มที่ได้รับ ESG ร่วมกับการปรับพฤติกรรมมี 80% ที่ภาวะร่วมทางเมตาบอลิกอย่างน้อยหนึ่งอย่างดีขึ้นที่ 52 สัปดาห์ เทียบกับ 45% ในกลุ่มที่ปรับพฤติกรรมอย่างเดียว นี่เป็นข้อมูลจากงานวิจัย ไม่ใช่การรับประกันผลลัพธ์รายบุคคล และจุดร่วมของทั้งสองกลุ่มคือทุกคนได้รับการติดตามอย่างเป็นระบบ

หากยังอยู่ในขั้นตัดสินใจ อ่านต่อที่ ESG เหมาะกับใคร ใครไม่ควรทำ · โรคอ้วนและการดูแลน้ำหนัก · หรือบทความหลัก ESG เย็บกระเพาะ: ลดน้ำหนักไม่ผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง

สรุป

การฟื้นตัวหลัง ESG เดินเป็นเส้นที่คาดเดาได้พอสมควร และตารางในหน้านี้มีไว้ให้เห็นภาพก่อนตัดสินใจ สองเรื่องที่ต้องจำให้แม่นคือ รายการสัญญาณเตือนที่ต้องติดต่อทีมแพทย์ทันที และ การมาตามนัดติดตามผลในปีแรก ส่วนแผนจริงต้องมาจากการประเมินโดยทีมแพทย์และทีมโภชนาการ

คำถามที่พบบ่อย

หลังเย็บกระเพาะ กินอะไรได้บ้างในสัปดาห์แรก?

ประมาณ 3 วันแรกเป็นของเหลวใส เช่น น้ำเปล่า น้ำซุปใสไม่มัน น้ำต้มผักกรองใส จากนั้นเข้าสู่ระยะของเหลวข้นและโปรตีนเหลว เช่น โจ๊กใส ซุปข้นปั่นละเอียด นมหรือนมถั่วเหลืองไม่หวาน จิบทีละน้อยและไม่ใช้หลอดดูด ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางทั่วไป แผนจริงกำหนดโดยทีมแพทย์และทีมโภชนาการเป็นรายบุคคล

ESG พักฟื้นกี่วัน กลับไปทำงานได้เมื่อไหร่?

ผู้รับบริการส่วนใหญ่มักกลับบ้านได้ในวันเดียว อาการช่วงปรับตัวมักดีขึ้นใน 2–3 วันแรก และหลายรายกลับไปทำงานออฟฟิศได้ประมาณวันที่ 3–7 ขึ้นอยู่กับลักษณะงานและอาการของแต่ละบุคคล งานที่ใช้แรงมักต้องรอนานกว่าและควรหารือกับทีมแพทย์

หลัง ESG ออกกำลังกายได้เมื่อไหร่?

เดินเบา ๆ เริ่มได้ตั้งแต่ 24–48 ชั่วโมงแรกและควรทำ ออกกำลังกายเบาอย่างเดินเร็วหรือปั่นจักรยานเบา ๆ โดยทั่วไปเริ่มได้ประมาณสัปดาห์ที่ 2 ส่วนการยกน้ำหนักและออกกำลังกายหนักโดยทั่วไปประมาณ 4 สัปดาห์ขึ้นไป และต้องได้รับการประเมินจากทีมแพทย์ก่อน

ทำไมต้องแยกดื่มน้ำออกจากมื้ออาหาร?

เพราะพื้นที่ในกระเพาะหลัง ESG มีจำกัด การดื่มน้ำระหว่างมื้อทำให้น้ำไปแทนที่พื้นที่ที่ควรเป็นของอาหาร และอาจดันอาหารผ่านเร็วขึ้นจนอิ่มไม่นาน โดยทั่วไปแนะนำให้หยุดดื่มก่อนมื้อราว 30 นาที และเว้นอีกราว 30 นาทีหลังมื้อ

คลื่นไส้และอาเจียนช่วงแรกเป็นเรื่องปกติไหม?

คลื่นไส้ ปวดท้อง และอาเจียนพบได้บ่อยในช่วงแรกและโดยทั่วไปมักดีขึ้นใน 2–3 วันแรก ดูแลด้วยยาลดกรด ยาแก้คลื่นไส้ และยาบรรเทาปวดตามแผนของทีมแพทย์ แต่หากอาเจียนทุกครั้งที่ดื่ม ดื่มน้ำไม่ได้เลยเกิน 24 ชั่วโมง อาเจียนเป็นเลือดหรือสีดำ ปวดรุนแรงที่ไม่ทุเลา หรือมีไข้สูง ให้ติดต่อทีมแพทย์ทันที

ต้องกินวิตามินเสริมตลอดไปไหม?

ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน เมื่อปริมาณอาหารต่อวันลดลง โอกาสได้สารอาหารบางตัวไม่พอจะสูงขึ้น ทีมแพทย์จะประเมินจากผลเลือดและแผนการกินเป็นระยะว่าต้องเสริมอะไรและนานเท่าไร ไม่ควรเลือกอาหารเสริมเองโดยไม่ปรึกษาทีมแพทย์

แหล่งอ้างอิง

  1. Jirapinyo P, Advani R, Al-Sabban A, et al. Establishing standards of practice for endoscopic sleeve gastroplasty: a global expert consensus using a modified Del (Gastrointest Endosc, 2025)
  2. Abu Dayyeh BK, Bazerbachi F, Vargas EJ, et al. Endoscopic sleeve gastroplasty for treatment of class 1 and 2 obesity (MERIT). Lancet. 2022;400(10350):441–451. P (Lancet, 2022)
  3. Hedjoudje A, Abu Dayyeh BK, Cheskin LJ, et al. Efficacy and safety of endoscopic sleeve gastroplasty: a systematic review and meta-analysis. Clin Gastroenterol (Clin Gastroenterol Hepatol, 2020)
  4. IFSO Bariatric Endoscopy Committee evidence-based review and position statement on endoscopic sleeve gastroplasty. Obes Surg. 2024. PMID: 39482444 (รายงานจุดยืน (Obes Surg, 2024)
  5. Sharaiha RZ, Hajifathalian K, Kumar R, et al. Five-year outcomes of endoscopic sleeve gastroplasty for the treatment of obesity. Clin Gastroenterol Hepatol. 202 (Clin Gastroenterol Hepatol, 2021)
  6. Jirapinyo P, Kumar N, AlSamman MA, et al.; ASGE–ESGE. Guideline on primary endoscopic bariatric and metabolic therapies for adults with obesity. Gastrointest En (Gastrointest Endosc, 2024)

บทความที่เกี่ยวข้อง

Weight Management

ESG เย็บกระเพาะ: ลดน้ำหนักไม่ผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง ทางเลือกสำหรับคนที่ลดน้ำหนักยาก

ESG เย็บกระเพาะ คือการลดน้ำหนักไม่ผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง โดยทีมแพทย์ ทำความเข้าใจวิธีการ ใครเหมาะ ลดได้เท่าไหร่ พักฟื้นกี่วัน ที่ YOUNIFY Clinic สีลม

Weight Management

เย็บกระเพาะ ใครทำได้บ้าง เกณฑ์คัดเลือกผู้รับบริการ ESG และใครที่ยังไม่เหมาะ

เย็บกระเพาะ ใครทำได้บ้าง เกณฑ์ BMI ตามแนวปฏิบัติ ASGE–ESGE 2024 ข้อห้ามที่ต้องรู้ เช็กลิสต์ประเมินตัวเอง 3 กลุ่ม และขั้นตอนประเมินจริง โดยทีมแพทย์ YOUNIFY สีลม

Weight Management

เย็บกระเพาะ ผลอยู่ได้นานแค่ไหน น้ำหนักกลับมาไหม — ข้อมูลติดตามผลถึง 5 ปี

เย็บกระเพาะ ผลอยู่ได้นานแค่ไหน ข้อมูลติดตามผล 5 ปี ลดเฉลี่ย 15.9% และ 61% ยังคงลดได้ ≥10% ใครที่น้ำหนักกลับมา เพราะอะไร และทำอะไรได้บ้าง โดยทีมแพทย์ YOUNIFY สีลม

หมายเหตุทางการแพทย์

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่แทนการตรวจ วินิจฉัย หรือรักษาโดยแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการเปลี่ยนเร็ว หรือมีภาวะฉุกเฉิน ควรพบแพทย์ทันที

ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ

อยากรู้ว่าแผนดูแลแบบไหนเหมาะกับคุณ?

ส่งรายละเอียดอาการ ประวัติสุขภาพ ยาหรือหัตถการที่เคยทำ และเป้าหมายที่ต้องการ ทีมงานจะช่วยนัดหมายเพื่อประเมินกับแพทย์

ปรึกษาอาการกับ YOUNIFY Clinic