การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบนเพื่อประเมินกระเพาะก่อนเลือกระหว่างการเย็บกระเพาะกับบอลลูน
Weight Management

เย็บกระเพาะ (ESG) กับบอลลูนในกระเพาะ ต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหน

อ่านบทความ
วันที่14 สิงหาคม 2569
หมวดหมู่Weight Management
เวลาอ่าน9 นาที
ตรวจทานโดย นพ.นพชัย สิระนาท · โรคทางเดินอาหาร การส่องกล้อง และเวชศาสตร์โรคอ้วนLinkedInResearchGate

เย็บกระเพาะ (ESG) กับบอลลูนในกระเพาะ ต่างกันอย่างไร ตารางเทียบกลไก น้ำหนักที่ลดได้ ความเสี่ยง ราคา และใครเหมาะกับแบบไหน โดยทีมแพทย์ YOUNIFY สีลม

สารบัญ

สรุปสำคัญ

  • เย็บกระเพาะ กับ บอลลูน ต่างกันอย่างไร คำตอบสั้นที่สุดคือ ESG เย็บพับผนังกระเพาะจากด้านในให้ปริมาตรเล็กลงและอยู่กับตัวต่อไป ส่วนบอลลูนคือการใส่อุปกรณ์เข้าไปกินพื้นที่ในกระเพาะเป็นการชั่วคราว แล้วนำออกเมื่อครบกำหนด การวิเคราะห์อภิมานที่เทียบสองวิธีพบว่า ESG ให้สัดส่วนการลดน้ำหนักมากกว่าชัดเจน และช่องว่างกว้างขึ้นเมื่อติดตามผลนานขึ้น ส่วนจุดเด่นของบอลลูนคือราคาเริ่มต้นต่ำกว่าและถอดออกได้ทั้งหมด
  • บทความนี้ทีมแพทย์ YOUNIFY เรียบเรียงให้คุณเทียบสองทางเลือกได้ด้วยตัวเอง ทั้งกลไก ผลลัพธ์ที่คาดหวังได้ ความเสี่ยง ค่าใช้จ่าย และเกณฑ์ว่าใครเหมาะกับแบบไหน หากยังไม่คุ้นกับตัวหัตถการ อ่าน บทความหลัก ESG เย็บกระเพาะผ่านกล้อง ก่อนได้

สองวิธีนี้ทำงานคนละแบบ

ESG (เย็บกระเพาะผ่านกล้อง) ทำโดยส่องกล้องผ่านทางปาก แล้วใช้อุปกรณ์เย็บเฉพาะทางเย็บพับผนังกระเพาะจากด้านในให้แคบลงคล้ายทรงท่อ ฉันทมติมาตรฐานการทำหัตถการระดับนานาชาติระบุว่าวิธีนี้ลดปริมาตรกระเพาะได้ราว 70% โดยไม่ตัดกระเพาะออก ไม่มีแผลผ่าตัดที่หน้าท้อง และไม่มีอุปกรณ์ค้างในร่างกาย สิ่งที่เปลี่ยนไปคือรูปทรงและความจุของกระเพาะเอง จึงไม่มีวันครบกำหนดที่ต้องกลับมาถอด

บอลลูนในกระเพาะ ทำโดยใส่อุปกรณ์คล้ายลูกโป่งเข้าไปในกระเพาะผ่านการส่องกล้อง แล้วเติมของเหลวหรืออากาศให้พองขึ้นเพื่อกินพื้นที่ ทำให้กินได้น้อยลงและอิ่มเร็วขึ้น โครงสร้างกระเพาะไม่เปลี่ยน และเมื่อครบกำหนดต้องส่องกล้องนำอุปกรณ์ออก บอลลูนจึงให้ช่วงเวลาที่ได้เปรียบก้อนหนึ่ง ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่อยู่กับตัว

ความต่างข้อเดียวนี้คือรากของความต่างเกือบทุกข้อในตารางข้างล่าง

ตารางเปรียบเทียบ ESG กับบอลลูนในกระเพาะ

หัวข้อESG (เย็บกระเพาะผ่านกล้อง)บอลลูนในกระเพาะ
กลไกเย็บพับผนังกระเพาะจากด้านใน ลดปริมาตรราว 70% (ฉันทมติมาตรฐานการทำหัตถการ)ใส่อุปกรณ์เข้าไปกินพื้นที่ โครงสร้างกระเพาะไม่เปลี่ยน
ถาวรหรือชั่วคราวการเย็บอยู่กับตัวต่อไป ไม่มีกำหนดต้องนำออกอุปกรณ์ชั่วคราว ต้องนำออกตามกำหนด
น้ำหนักที่ลดได้โดยทั่วไปลดได้ประมาณ 15–18% ของน้ำหนักตัวใน 1 ปี ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล (MERIT: TBWL 13.6% ที่ 52 สัปดาห์)การวิเคราะห์อภิมานพบว่าลดได้ น้อยกว่า ESG อย่างมีนัยสำคัญ (ผลต่างเฉลี่ย 2.541; 95% CI 0.754–4.327; p=0.005)
ระยะเวลาที่คงผลติดตาม 5 ปีพบ TBWL เฉลี่ย 15.9% และ 61% ยังลดได้ ≥10% ที่ปีที่ 5ผลหลักอยู่ช่วงที่อุปกรณ์อยู่ในกระเพาะ ช่องว่างกับ ESG กว้างขึ้นตามระยะติดตาม (p=0.0006)
การพักฟื้นผู้รับบริการส่วนใหญ่มักกลับบ้านได้ในวันเดียวมักกลับบ้านได้ในวันเดียวเช่นกัน แต่ช่วงปรับตัวรบกวนมากกว่า
อาการช่วงแรกคลื่นไส้ ปวดท้อง อาเจียน มักดีขึ้นใน 2–3 วันแรกคลื่นไส้อาเจียนช่วงแรกมักชัดเจน บางรายทนไม่ไหวจนต้องถอดก่อนกำหนด
ความเสี่ยงเชิงตัวเลขภาวะแทรกซ้อนรุนแรงรวม 2.2% (95% CI 1.6–3.1) จากการวิเคราะห์อภิมาน · 1.25% จากหัตถการ 15,398 ครั้งในรายงาน IFSOอัตราภาวะไม่พึงประสงค์รวม ไม่ต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ (p=0.20) แต่มีแนวโน้มทนอุปกรณ์ไม่ได้มากกว่า
ต้องทำหัตถการซ้ำไหมไม่มีรอบถอดอุปกรณ์ต้องส่องกล้องอีกครั้งเพื่อนำอุปกรณ์ออก อย่างน้อย 2 รอบต่อคอร์ส
ปรับหรือแก้ไขภายหลังไม่ตัดกระเพาะออก พิจารณาปรับหรือเย็บเพิ่มได้ตามการประเมินถอดออกแล้วกระเพาะกลับสู่สภาพเดิม วางแผนใหม่ได้
มักเหมาะกับผู้ที่ต้องการผลระยะยาว น้ำหนักตั้งต้นสูงกว่า และพร้อมติดตามผลต่อเนื่องผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักในกรอบเวลาสั้น หรือยังไม่พร้อมตัดสินใจเรื่องถาวร
ราคาที่ YOUNIFYเริ่มต้น 490,000 บาทเริ่มต้น 159,000 บาท

งานวิจัยที่เทียบสองวิธีตรง ๆ บอกอะไร

ข้อดีของคำถามนี้คือมีงานวิจัยเทียบกันตรง ๆ อยู่จริง ไม่ต้องเดาจากคนละการศึกษา

  • ปริมาณน้ำหนักที่ลดได้ การวิเคราะห์อภิมานเชิงถดถอยที่รวมงานวิจัยเปรียบเทียบสองวิธี พบว่า ESG ลดน้ำหนักได้มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (ผลต่างเฉลี่ย 2.541; 95% CI 0.754–4.327; p=0.005)
  • เวลาเป็นตัวขยายความต่าง งานเดียวกันพบว่าความต่างกว้างขึ้นตามระยะเวลาติดตามผล (p=0.0006) ซึ่งตรงกับธรรมชาติของอุปกรณ์ที่ต้องถูกนำออก
  • น้ำหนักตั้งต้นมีผลต่อการเลือก ESG ได้เปรียบชัดขึ้นในผู้ที่มีดัชนีมวลกายตั้งต้นสูงกว่า (p=0.0001) ข้อนี้ใช้ตัดสินใจได้จริงในห้องตรวจ
  • ความปลอดภัยโดยรวมไม่ต่างกันมาก อัตราภาวะไม่พึงประสงค์รวมของสองวิธีไม่ต่างกัน (p=0.20) สิ่งที่ต่างคือลักษณะของปัญหา ฝั่งบอลลูนคือการทนอุปกรณ์ไม่ไหว ส่วนฝั่ง ESG อัตราภาวะแทรกซ้อนรุนแรงรวมอยู่ที่ 2.2% ในการวิเคราะห์อภิมาน และ 1.25% จากหัตถการ 15,398 ครั้งในรายงาน IFSO

ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าเฉลี่ยของประชากรในงานวิจัย ไม่ใช่คำทำนายผลของคุณ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

เรื่องที่ต้องพูดกันตรง ๆ เรื่องบอลลูน

บอลลูนมีที่ยืนชัดเจน แต่มีเงื่อนไขข้อหนึ่งที่ควรรู้ก่อนจ่ายเงิน คือ มันเป็นอุปกรณ์ชั่วคราว และวันที่ถอดออกคือวันที่แรงช่วยหายไป หากช่วงที่อุปกรณ์อยู่ในกระเพาะไม่ได้ถูกใช้สร้างพฤติกรรมการกินชุดใหม่ น้ำหนักมักกลับมาบางส่วนหลังถอด ซึ่งสอดคล้องกับที่งานวิจัยพบว่าช่องว่างระหว่างสองวิธีกว้างขึ้นตามเวลา

ข้อสรุปจึงไม่ใช่ "อย่าทำบอลลูน" แต่คือ อย่าทำบอลลูนโดยไม่มีแผนหลังถอด ถ้าเลือกบอลลูน ให้ถามตั้งแต่วันแรกว่าแผนดูแลหลังนำอุปกรณ์ออกคืออะไร ติดตามน้ำหนักต่ออีกนานเท่าไร มีการดูแลด้านโภชนาการต่อเนื่องหรือไม่ และถ้าน้ำหนักเริ่มกลับมา ขั้นถัดไปคืออะไร

ใครเหมาะกับบอลลูนมากกว่า

  • ยังไม่พร้อมตัดสินใจเรื่องที่อยู่กับตัวถาวร และต้องการทางเลือกที่ย้อนกลับได้ทั้งหมด
  • น้ำหนักส่วนเกินไม่มาก จึงไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่ให้ผลมากที่สุด สอดคล้องกับข้อมูลที่ว่า ESG ได้เปรียบชัดขึ้นเมื่อดัชนีมวลกายตั้งต้นสูงกว่า
  • มีกรอบเวลาชัดเจน เช่น ต้องลดน้ำหนักถึงระดับหนึ่งเพื่อเตรียมรับการรักษาอย่างอื่น หรือลดความเสี่ยงก่อนหัตถการที่วางแผนไว้
  • งบประมาณเป็นข้อจำกัดจริงในตอนนี้ การเริ่มที่ราคาต่ำกว่าทำให้ได้เริ่มดูแลตัวเองเร็วขึ้นแทนที่จะรอไปเรื่อย ๆ
  • อยากทดสอบว่าตัวเองรับมือกับการกินน้อยลงได้แค่ไหน ก่อนพิจารณาทางเลือกที่อยู่กับตัวนานกว่า

ใครเหมาะกับ ESG มากกว่า

  • ต้องการผลต่อเนื่องโดยไม่มีวันหมดกำหนดของอุปกรณ์ และรับได้กับการเปลี่ยนแปลงที่อยู่กับตัวต่อไป
  • น้ำหนักตั้งต้นสูงกว่า ซึ่งเป็นกลุ่มที่งานวิจัยพบว่า ESG ได้เปรียบชัดขึ้น (p=0.0001)
  • มีภาวะร่วมทางเมตาบอลิกที่ต้องการเวลาในการดีขึ้น เช่น น้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ไขมันพอกตับ โดยงานวิจัย MERIT พบว่า 80% ของกลุ่ม ESG มีภาวะร่วมทางเมตาบอลิกดีขึ้นอย่างน้อย 1 อย่างที่ 52 สัปดาห์ เทียบกับ 45% ในกลุ่มควบคุม
  • เคยใช้วิธีชั่วคราวมาแล้วและน้ำหนักกลับมา จึงต้องการเครื่องมือที่ไม่ต้องพึ่งรอบถอดอุปกรณ์
  • พร้อมมาติดตามผลต่อเนื่องตลอดปีแรก เพราะช่วงนี้สร้างความต่างมากที่สุด

ทั้งสองวิธีอยู่ในกลุ่มการรักษาโรคอ้วนผ่านการส่องกล้อง ซึ่งแนวปฏิบัติของ ASGE และ ESGE แนะนำให้ใช้ร่วมกับการปรับพฤติกรรม ในผู้ที่มีดัชนีมวลกายตั้งแต่ 30 ขึ้นไป หรือ 27.0–29.9 ที่มีภาวะร่วมจากโรคอ้วนอย่างน้อย 1 อย่าง เกณฑ์ละเอียดอ่านต่อที่ ESG เหมาะกับใคร

ทำบอลลูนก่อน แล้วค่อยขยับไป ESG ได้ไหม

ได้ และเป็นเส้นทางที่พบจริง เพราะบอลลูนไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างกระเพาะ เมื่อนำอุปกรณ์ออกแล้วกระเพาะจะกลับสู่สภาพเดิม การพิจารณา ESG ภายหลังจึงยังทำได้ตามการประเมินของทีมแพทย์

แต่มีสองข้อที่ควรคิดล่วงหน้า ข้อแรกคือ ค่าใช้จ่ายรวม ทำบอลลูนก่อนแล้วตามด้วย ESG หมายถึงจ่ายสองรอบ ไม่ใช่ส่วนลดของรอบที่สอง ถ้ารู้ตั้งแต่ต้นว่าเป้าหมายคือผลระยะยาว การเริ่มที่ ESG เลยอาจคุ้มกว่าเมื่อคิดตลอดเส้นทาง ข้อสองคือ สภาพกระเพาะก่อนทำ ESG ต้องประเมินใหม่ทุกครั้ง เช่น การอักเสบหรือแผลในกระเพาะที่อาจเกิดระหว่างใส่อุปกรณ์ ต้องดูแลให้เรียบร้อยก่อน การใช้บอลลูนเป็นขั้นบันไดจึงเหมาะกับคนที่ยังไม่แน่ใจในเป้าหมายของตัวเอง มากกว่าคนที่แน่ใจแล้วแต่อยากประหยัดในรอบแรก

ค่าใช้จ่าย: ตัวเลขที่ต่างกันแปลว่าอะไร

ที่ YOUNIFY ESG เริ่มต้น 490,000 บาท และบอลลูนในกระเพาะ เริ่มต้น 159,000 บาท ความต่างสะท้อนสองเรื่อง คือต้นทุนอุปกรณ์เย็บผ่านกล้องแบบใช้ครั้งเดียวซึ่งเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ที่สุดของ ESG และขอบเขตการดูแลที่ต่างกัน เวลาเทียบราคาควรเทียบที่ค่าใช้จ่ายตลอดเส้นทาง ไม่ใช่ราคาหน้าปก เพราะคอร์สบอลลูนมีรอบนำอุปกรณ์ออกอยู่ในแผนเสมอ คำถามที่ควรถามทุกที่คือ ราคานี้รวมการประเมินก่อนทำไหม รวมติดตามผลกี่ครั้ง นานเท่าไร รวมการดูแลด้านโภชนาการหรือไม่ และสำหรับบอลลูน รวมค่านำอุปกรณ์ออกแล้วหรือยัง อ่านต่อที่ ESG ราคาเท่าไหร่ รวมอะไรบ้าง คุ้มไหม

สรุป: เลือกด้วยสี่คำถามนี้

  • คุณต้องการผลนานแค่ไหน ถ้าคำตอบคือยาวที่สุดเท่าที่ทำได้ ข้อมูลติดตาม 5 ปีของ ESG ตอบโจทย์กว่า ถ้าคำตอบคือช่วงเวลาหนึ่งที่ชัดเจน บอลลูนก็ทำหน้าที่ของมันได้
  • น้ำหนักตั้งต้นของคุณอยู่ตรงไหน ยิ่งดัชนีมวลกายตั้งต้นสูง ข้อมูลยิ่งเอนไปทาง ESG
  • คุณรับได้กับการเปลี่ยนแปลงที่อยู่กับตัวไหม ถ้ายังไม่พร้อม บอลลูนคือทางที่ย้อนกลับได้ทั้งหมด
  • แผนหลังจบคืออะไร โดยเฉพาะกับบอลลูน ถ้าไม่มีคำตอบข้อนี้ ตัวเลขบนใบเสนอราคาบอกอะไรได้ไม่มาก

คำตอบที่ชัดที่สุดมาจากการประเมินโดยทีมแพทย์ ทั้งประวัติ ภาวะร่วม การส่องกล้องตรวจกระเพาะ และเป้าหมายของคุณเอง อ่านต่อที่ ผลลัพธ์ระยะยาวของ ESG และ ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน

คำถามที่พบบ่อย

เย็บกระเพาะกับบอลลูน ต่างกันอย่างไร

ESG เย็บพับผนังกระเพาะจากด้านในให้ปริมาตรเล็กลงราว 70% และการเย็บอยู่กับตัวต่อไป ส่วนบอลลูนเป็นอุปกรณ์ชั่วคราวที่ต้องส่องกล้องนำออกเมื่อครบกำหนด งานวิจัยเปรียบเทียบพบว่า ESG ลดน้ำหนักได้มากกว่า และช่องว่างกว้างขึ้นตามระยะติดตามผล

ถอดบอลลูนออกแล้ว น้ำหนักจะกลับมาไหม

บอลลูนเป็นอุปกรณ์ชั่วคราว เมื่อนำออกแล้วแรงช่วยจะหายไป หากไม่มีแผนดูแลต่อเนื่อง น้ำหนักมักกลับมาบางส่วน จึงควรถามให้ชัดก่อนเริ่มว่าแผนหลังถอดครอบคลุมอะไรบ้าง ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ทำบอลลูนก่อน แล้วค่อยทำ ESG ได้ไหม

โดยทั่วไปทำได้ เพราะบอลลูนไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างกระเพาะ แต่ต้องประเมินสภาพกระเพาะใหม่ก่อนทำ ESG ทุกครั้ง และควรคิดค่าใช้จ่ายรวมสองรอบไว้ล่วงหน้า

อันไหนพักฟื้นนานกว่ากัน

ทั้งสองวิธีทำผ่านการส่องกล้อง ผู้รับบริการส่วนใหญ่มักกลับบ้านได้ในวันเดียว ความต่างอยู่ที่ช่วงปรับตัว ฝั่ง ESG อาการมักดีขึ้นใน 2–3 วันแรก ส่วนฝั่งบอลลูนอาการช่วงแรกมักชัดเจนกว่า และบางรายทนอุปกรณ์ไม่ไหวจนต้องถอดก่อนกำหนด

อันไหนเสี่ยงกว่ากัน

งานวิจัยที่เทียบสองวิธีพบว่าอัตราภาวะไม่พึงประสงค์รวมของสองวิธีไม่ต่างกัน (p=0.20) สำหรับ ESG อัตราภาวะแทรกซ้อนรุนแรงรวมอยู่ที่ 2.2% ในการวิเคราะห์อภิมาน และ 1.25% จากหัตถการ 15,398 ครั้งในรายงาน IFSO ทีมแพทย์จะประเมินความเสี่ยงเฉพาะรายก่อนเสมอ

ราคาต่างกันเท่าไร และอันไหนคุ้มกว่า

ที่ YOUNIFY ESG เริ่มต้น 490,000 บาท และบอลลูนในกระเพาะ เริ่มต้น 159,000 บาท ความคุ้มค่าขึ้นอยู่กับเป้าหมายระยะเวลาของคุณ ถ้าต้องการผลระยะยาวควรคิดเป็นค่าใช้จ่ายตลอดเส้นทาง ไม่ใช่ราคาครั้งเดียว

แหล่งอ้างอิง

  1. Meta-regression of endoscopic sleeve gastroplasty versus intragastric balloon (Sci Rep, 2026)
  2. Endoscopic sleeve gastroplasty for treatment of class 1 and 2 obesity (MERIT) (Lancet, 2022)
  3. Five-year outcomes of endoscopic sleeve gastroplasty for the treatment of obesity (Clin Gastroenterol Hepatol, 2021)
  4. Efficacy and safety of endoscopic sleeve gastroplasty: a systematic review and meta-analysis (Clin Gastroenterol Hepatol, 2020)
  5. IFSO Bariatric Endoscopy Committee evidence-based review and position statement on ESG (Obes Surg, 2024)
  6. ASGE–ESGE guideline on primary endoscopic bariatric and metabolic therapies for adults with obesity (Gastrointest Endosc, 2024)
  7. Establishing standards of practice for endoscopic sleeve gastroplasty (FITE-1) (Gastrointest Endosc, 2025)

บทความที่เกี่ยวข้อง

Weight Management

ESG เย็บกระเพาะ: ลดน้ำหนักไม่ผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง ทางเลือกสำหรับคนที่ลดน้ำหนักยาก

ESG เย็บกระเพาะ คือการลดน้ำหนักไม่ผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง โดยทีมแพทย์ ทำความเข้าใจวิธีการ ใครเหมาะ ลดได้เท่าไหร่ พักฟื้นกี่วัน ที่ YOUNIFY Clinic สีลม

Weight Management

ESG ราคาเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายรวมอะไรบ้าง และคุ้มไหมเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่น

ESG ราคา เย็บกระเพาะผ่านกล้องคิดค่าใช้จ่ายจากอะไร แพ็กเกจครอบคลุมอะไรบ้าง ต่างกันเพราะอะไร คุ้มไหมเมื่อเทียบกับผ่าตัดและบอลลูน อธิบายโดยทีมแพทย์ YOUNIFY สีลม

Weight Management

เย็บกระเพาะ ใครทำได้บ้าง เกณฑ์คัดเลือกผู้รับบริการ ESG และใครที่ยังไม่เหมาะ

เย็บกระเพาะ ใครทำได้บ้าง เกณฑ์ BMI ตามแนวปฏิบัติ ASGE–ESGE 2024 ข้อห้ามที่ต้องรู้ เช็กลิสต์ประเมินตัวเอง 3 กลุ่ม และขั้นตอนประเมินจริง โดยทีมแพทย์ YOUNIFY สีลม

หมายเหตุทางการแพทย์

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่แทนการตรวจ วินิจฉัย หรือรักษาโดยแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการเปลี่ยนเร็ว หรือมีภาวะฉุกเฉิน ควรพบแพทย์ทันที

ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ

อยากรู้ว่าแผนดูแลแบบไหนเหมาะกับคุณ?

ส่งรายละเอียดอาการ ประวัติสุขภาพ ยาหรือหัตถการที่เคยทำ และเป้าหมายที่ต้องการ ทีมงานจะช่วยนัดหมายเพื่อประเมินกับแพทย์

ปรึกษาอาการกับ YOUNIFY Clinic