การติดตามผลระยะยาวหลังเย็บกระเพาะผ่านกล้องเพื่อรักษาน้ำหนักที่ลดได้
Weight Management

เย็บกระเพาะ ผลอยู่ได้นานแค่ไหน น้ำหนักกลับมาไหม — ข้อมูลติดตามผลถึง 5 ปี

อ่านบทความ
วันที่14 สิงหาคม 2569
หมวดหมู่Weight Management
เวลาอ่าน9 นาที
ตรวจทานโดย นพ.นพชัย สิระนาท · โรคทางเดินอาหาร การส่องกล้อง และเวชศาสตร์โรคอ้วนLinkedInResearchGate

เย็บกระเพาะ ผลอยู่ได้นานแค่ไหน ข้อมูลติดตามผล 5 ปี ลดเฉลี่ย 15.9% และ 61% ยังคงลดได้ ≥10% ใครที่น้ำหนักกลับมา เพราะอะไร และทำอะไรได้บ้าง โดยทีมแพทย์ YOUNIFY สีลม

สารบัญ

สรุปสำคัญ

  • เย็บกระเพาะ ผลอยู่ได้นานแค่ไหน ตอบด้วยตัวเลขก่อน งานติดตามผล 5 ปีใน *Clinical Gastroenterology and Hepatology* ปี 2021 รายงานน้ำหนักลดเฉลี่ย 15.9% ของน้ำหนักตัวที่ 5 ปี (95% CI 11.7–20.5) และ 61% ยังคงลดได้อย่างน้อย 10% ของน้ำหนักตัว [1] ตัวเลขชุดเดียวกันบอกอีกด้านด้วย คืออีกราว 4 ใน 10 ของผู้ที่ติดตามได้ไม่ได้คงผลไว้ในระดับนั้น น้ำหนักกลับมาบางส่วนจึงเกิดขึ้นจริง และควรรู้ก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่หลังจากนั้น
  • ภาพรวมของหัตถการอ่านได้ที่ ESG เย็บกระเพาะ: ลดน้ำหนักไม่ผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง

ไทม์ไลน์ผลลัพธ์ตามงานวิจัย

ช่วงเวลาตัวเลขจากงานวิจัยที่มา
1 ปี (52 สัปดาห์)TBWL 13.6% ในกลุ่ม ESG เทียบกับ 0.8% ในกลุ่มที่ปรับพฤติกรรมอย่างเดียว · EWL 49.2% เทียบกับ 3.2% · 77% ถึงเกณฑ์ EWL ≥25% เทียบกับ 12%MERIT: การทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุม n=209 · *Lancet* 2022 [2]
1 ปี (ภาพรวมหลายศูนย์)TBWL ราว 18%ฉันทามติ FITE-1 ปี 2025 [3]
ปีที่ 2–4ไม่มีจุดวัดเฉพาะในชุดหลักฐานที่บทความนี้อ้างอิง จึงไม่ระบุตัวเลขที่ 3 ปี
5 ปีTBWL เฉลี่ย 15.9% (95% CI 11.7–20.5) · 61% ยังคงลดได้ ≥10% TBWLSharaiha และคณะ: ติดตามระยะยาว n=216 (ครบ 5 ปี 68 ราย) · *Clin Gastroenterol Hepatol* 2021 [1]

TBWL คือสัดส่วนของน้ำหนักตัวทั้งหมดที่ลดลง (หนัก 100 กก. ลด 15 กก. = 15%) ส่วน EWL คือสัดส่วนของ "น้ำหนักส่วนเกิน" ที่ลดลง ตัวเลขจึงดูสูงกว่าเสมอ

แต่ละแถวมาจากคนละการศึกษาและคนละกลุ่มประชากร จึงอ่านเป็นภาพรวมของหลักฐาน ไม่ใช่กราฟของคนคนเดียว ถ้อยคำที่ YOUNIFY ใช้สื่อสารคือ โดยทั่วไปลดได้ประมาณ 15–18% ของน้ำหนักตัวใน 1 ปี ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

"61% คงผลได้" แปลว่าอะไร

ในกลุ่มที่ติดตามครบ 5 ปี 61% ยังมีน้ำหนักต่ำกว่าจุดเริ่มต้นอย่างน้อย 10% ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ถือว่ามีความหมายทางคลินิก [1] อีกราว 39% ไม่ได้คงไว้ถึงระดับนั้น บางรายลดได้น้อยลง บางรายกลับมาใกล้จุดเริ่มต้น

ข้อจำกัดอีกข้อที่ควรบอกตรง ๆ คือ งานชุดนี้เริ่มจาก 216 ราย แต่มี 68 รายที่ครบเกณฑ์ติดตามถึง 5 ปี [1] การศึกษาระยะยาวด้านโรคอ้วนมักมีคนหลุดจากการติดตาม ตัวเลขทั้งสองจึงเป็นภาพของกลุ่มที่ติดตามได้ ไม่ใช่คำรับประกันสำหรับทุกคน

ทำไมผลถึงคงอยู่ได้ในระดับหนึ่ง

ESG เปลี่ยนโครงสร้างกระเพาะจากด้านใน ไม่ใช่การวางอุปกรณ์ไว้ชั่วคราวแบบบอลลูนซึ่งต้องนำออกตามกำหนด อุปกรณ์เย็บผ่านกล้องจะเย็บพับผนังกระเพาะให้แคบลงคล้ายทรงท่อ ลดปริมาตรกระเพาะราว 70% โดยไม่มีการตัดกระเพาะออกและไม่มีแผลผ่าตัดภายนอก [3]

ความคงทนขึ้นกับวิธีทำด้วย มาตรฐานการทำ ESG ระดับโลกปี 2025 จัดทำโดยคณะแพทย์ส่องกล้อง 6 ท่าน ซึ่งแต่ละท่านทำหัตถการนี้มาแล้วมากกว่า 300 ราย ได้ข้อสรุป 27 ข้อ [3] ข้อที่เกี่ยวกับความคงทนคือ

  • เริ่มจุดเย็บแรกที่ incisura (รอยคอดด้านโค้งเล็กของกระเพาะ) เพื่อวางแนวเย็บทั้งชุด
  • ใช้เส้นเย็บรวม 6–10 เส้น มากหรือน้อยเกินไปมีผลต่อรูปทรงและความปลอดภัย
  • เย็บแบบ full-thickness คือคล้องผ่านความหนาของผนังกระเพาะ ไม่ใช่เย็บเฉพาะชั้นผิว
  • เลี่ยงบริเวณ fundus (ส่วนโป่งด้านบน) เพราะผนังบางและมีหลอดเลือดมาก
  • ส่องกล้องตรวจซ้ำก่อนถอนกล้องทุกครั้ง

ใครที่น้ำหนักกลับมา และเพราะอะไร

ความต่างระหว่างคนที่คงผลได้กับคนที่ไม่ได้ มักตัดสินกันที่ 12 เดือนหลังหัตถการ ไม่ใช่วันทำ

การติดตามผลที่ขาดหายไป แนวปฏิบัติ ASGE–ESGE ปี 2024 ระบุว่าหัตถการลดน้ำหนักผ่านการส่องกล้องใช้ *ร่วมกับ* การปรับพฤติกรรม ไม่ใช่ใช้แทนกัน [5] ใน MERIT ทั้งสองกลุ่มได้โปรแกรมปรับพฤติกรรมเหมือนกัน ต่างกันที่กลุ่มหนึ่งมีหัตถการเพิ่มเข้ามา [2]

การกินจุกจิกที่ไม่ได้ปรับ กระเพาะที่เล็กลงจำกัด *ปริมาณต่อมื้อ* แต่ไม่จำกัดจำนวนครั้งที่กินต่อวัน

ของเหลวที่ให้พลังงานสูง คือช่องโหว่ที่พบบ่อยที่สุด เครื่องดื่มหวาน กาแฟใส่นมและไซรัป น้ำผลไม้ แอลกอฮอล์ และซุปข้น ผ่านกระเพาะที่เล็กลงได้เร็วและไม่กระตุ้นความอิ่มเท่าอาหารที่ต้องเคี้ยว

ภาวะร่วมและยาบางกลุ่ม โรคประจำตัวและยาบางกลุ่มมีผลต่อความอยากอาหารหรือการเผาผลาญ ทีมแพทย์จะทบทวนรายการยาก่อนทำ และทบทวนซ้ำเมื่อน้ำหนักเริ่มขยับขึ้น

น้ำหนักตั้งต้น การวิเคราะห์อภิมานเชิงถดถอยพบว่า ESG ให้ผลเด่นขึ้นในผู้ที่มี BMI ตั้งต้นสูงกว่า (p=0.0001) [4] ผู้ที่เริ่มจากน้ำหนักไม่สูงมากอาจเห็นตัวเลขเป็นเปอร์เซ็นต์น้อยกว่า

สิ่งที่ทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้นาน

1. โปรแกรมติดตามผลปีแรก ปีแรกคือช่วงที่ปริมาณต่อมื้อ ลำดับการกิน อาการช่วงปรับตัว และค่าเลือดด้านเมตาบอลิกถูกปรับมากที่สุด และเป็นจังหวะที่ทีมแพทย์จับสัญญาณได้ก่อนน้ำหนักขยับกลับ

2. การทำงานร่วมกับทีมโภชนาการ เป้าหมายไม่ใช่กินให้น้อยที่สุด แต่คือได้โปรตีนและสารอาหารพอในปริมาณอาหารที่ลดลง รวมถึงวิตามินหรือโปรตีนเสริมตามที่ทีมแพทย์ประเมิน ดู ไทม์ไลน์อาหารหลัง ESG

3. หลักการกินระยะยาว

  • โปรตีนก่อน แล้วตามด้วยผักและคาร์โบไฮเดรต พื้นที่มีจำกัด สิ่งที่กินก่อนคือสิ่งที่ได้จริง
  • เคี้ยวช้าและละเอียด ให้สัญญาณอิ่มมาทันก่อนกินเกิน
  • แยกน้ำออกจากมื้ออาหาร เพราะของเหลวดันอาหารผ่านกระเพาะเร็วขึ้นและทำให้อิ่มสั้นลง
  • เลี่ยงเครื่องดื่มที่ให้พลังงาน สำหรับหลายคนนี่คือการเปลี่ยนแปลงเดียวที่ให้ผลมากที่สุดในระยะยาว
  • กินเป็นเวลา มื้อที่วางแผนไว้ช่วยลดการหยิบของว่างระหว่างวัน

4. การเคลื่อนไหวที่ทำได้ต่อเนื่อง รูปแบบที่ทำได้ทุกสัปดาห์มีค่ามากกว่ารูปแบบที่หนักแต่ทำได้เดือนเดียว การเดิน การขึ้นบันได และแรงต้านเบา ๆ ช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อระหว่างที่น้ำหนักกำลังลง

5. การชั่งน้ำหนักและติดตามค่าเมตาบอลิก ชั่งเวลาเดิม เงื่อนไขเดิม แล้วดูแนวโน้มรายสัปดาห์ ไม่ใช่ตัวเลขรายวัน ควบคู่กับค่าน้ำตาลในเลือดและน้ำตาลสะสม ไขมันในเลือด ความดัน และค่าตับตามที่ทีมแพทย์กำหนด

6. การจัดการช่วงที่น้ำหนักนิ่ง (plateau) ช่วงที่น้ำหนักไม่ขยับหลายสัปดาห์เจอได้ในการลดน้ำหนักทุกรูปแบบ และเป็นจุดที่คนจำนวนมากเลิกกลางทาง ให้ทบทวนพื้นฐานก่อน ทั้งโปรตีนต่อวัน ของเหลวที่ให้พลังงานที่แอบกลับเข้ามา จำนวนมื้อและของว่าง การนอน และการเคลื่อนไหว แล้วนัดทบทวนกับทีมแพทย์ แทนการอดอาหารเพิ่มเอง ซึ่งมักทำให้เสียมวลกล้ามเนื้อ

ผลต่อสุขภาพที่ไม่ได้อยู่บนตาชั่ง

ใน MERIT ที่ 52 สัปดาห์ 80% ของกลุ่ม ESG มีภาวะร่วมทางเมตาบอลิกดีขึ้นอย่างน้อย 1 อย่าง เทียบกับ 45% ในกลุ่มควบคุม [2] ภาวะที่ติดตามคือความดันโลหิต ระดับน้ำตาลและเบาหวาน ไขมันในเลือด และไขมันพอกตับ บางรายที่น้ำหนักขยับขึ้นเล็กน้อยในปีที่ 3 จึงยังมีค่าน้ำตาลและความดันดีกว่าจุดเริ่มต้นชัดเจน การวัดความสำเร็จด้วยตัวเลขบนตาชั่งอย่างเดียวจึงทำให้ประเมินผิด

ถ้าน้ำหนักกลับมาแล้วทำอะไรได้บ้าง

ไม่ต้องรอจนกลับไปเท่าเดิมก่อนค่อยมาปรึกษา ลำดับที่ทีมแพทย์พิจารณา

  • ประเมินซ้ำก่อนเสมอ ทบทวนรูปแบบการกินจริง ของเหลวที่ให้พลังงาน ยาที่ใช้อยู่ ภาวะสุขภาพที่เปลี่ยนไป และในบางรายอาจส่องกล้องดูสภาพกระเพาะและแนวเย็บ
  • ปรับแผนโภชนาการและพฤติกรรม กลับไปที่โครงมื้ออาหารและเป้าหมายโปรตีน พร้อมนัดติดตามที่ถี่ขึ้นชั่วคราว หลายรายจบที่ขั้นนี้
  • พิจารณาการเย็บซ้ำหรือการแก้ไข เป็นไปได้ในบางกรณีเพราะไม่มีการตัดกระเพาะออก ขึ้นกับผลส่องกล้อง สภาพแนวเย็บเดิม และสุขภาพโดยรวม
  • พิจารณาใช้ยาช่วยลดน้ำหนักร่วม ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ ชั่งประโยชน์กับผลข้างเคียงเป็นรายบุคคล บทวิเคราะห์ปี 2026 ระบุว่าผู้ใช้ยากลุ่ม GLP-1 receptor agonist มากถึง 65% หยุดยาภายใน 1 ปี และน้ำหนักที่ลดได้มักกลับคืนราวสองในสามภายใน 1 ปีหลังหยุด [6] ดู ESG กับยา GLP-1 ควรเริ่มจากอะไรก่อน
  • พิจารณาทางเลือกอื่น ผู้ที่น้ำหนักตั้งต้นสูงกว่าช่วงที่ ESG ครอบคลุม อาจได้รับการเสนอแนวทางอื่นรวมถึงการส่งต่อเพื่อประเมินการผ่าตัด

การศึกษา ATTAIN (n=59) ที่นำเสนอในที่ประชุม DDW พฤษภาคม 2026 รายงานว่าที่ 12 เดือน กลุ่ม ESG ร่วมกับการปรับพฤติกรรมลดน้ำหนักได้ 17% เทียบกับ 0.1% ในกลุ่มปรับพฤติกรรมอย่างเดียว [7] เป็นข้อมูลเบื้องต้นจากที่ประชุมวิชาการ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยผู้ทรงคุณวุฒิฉบับเต็ม

ความปลอดภัยเมื่อมองยาว

การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมานรายงาน อัตราภาวะแทรกซ้อนรุนแรงรวม 2.2% (95% CI 1.6–3.1) แยกเป็นปวดหรือคลื่นไส้จนต้องนอนโรงพยาบาล 1.08% · เลือดออกทางเดินอาหารส่วนบน 0.56% · การรั่วหรือมีน้ำสะสมรอบกระเพาะ 0.48% [8] ส่วนรายงานจุดยืน IFSO ปี 2024 ซึ่งรวบรวมหัตถการ 15,398 ครั้ง รายงานอัตรา 1.25% (194 เหตุการณ์) [9] เป็นฐานข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดที่มีในขณะนี้ ภาวะแทรกซ้อนกระจุกตัวในช่วงแรกหลังทำ ไม่ใช่สิ่งที่สะสมขึ้นตามปี รายละเอียดอยู่ที่ ESG อันตรายไหม ผลข้างเคียงมีอะไรบ้าง

สรุป

ข้อมูล 5 ปีระบุน้ำหนักลดเฉลี่ย 15.9% และ 61% ยังคงลดได้อย่างน้อย 10% [1] ส่วนข้อมูล 1 ปีอยู่ที่ 13.6% เทียบกับ 0.8% ในกลุ่มควบคุม [2] ผลลัพธ์คงอยู่ได้ในผู้รับบริการส่วนหนึ่งและไม่คงอยู่ในอีกส่วนหนึ่ง ตัวแปรที่ต่างกันมากที่สุดคือการติดตามผลปีแรก รูปแบบการกินที่ปรับได้จริง และของเหลวที่ให้พลังงาน หัตถการทำหน้าที่จำกัดปริมาณต่อมื้อ ส่วนที่เหลือคือแผนที่คุณกับทีมแพทย์ทำร่วมกัน

คำถามที่พบบ่อย

เย็บกระเพาะ ผลอยู่ได้นานแค่ไหน?

ข้อมูลติดตามผลที่มีไปถึง 5 ปี รายงานน้ำหนักลดเฉลี่ย 15.9% และ 61% ยังคงลดได้อย่างน้อย 10% เกิน 5 ปียังไม่มีข้อสรุปจากงานวิจัย ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ทำแล้วน้ำหนักจะกลับมาไหม?

มีส่วนหนึ่งที่กลับมาบางส่วน ในกลุ่มที่ติดตามครบ 5 ปี ราว 39% ไม่ได้คงไว้ที่ระดับ ≥10% ปัจจัยที่พบบ่อยคือการขาดการติดตามผล การกินจุกจิก เครื่องดื่มที่ให้พลังงานสูง ยาบางกลุ่ม และภาวะสุขภาพที่เปลี่ยนไป

ที่ 3 ปีผลเป็นอย่างไร?

ชุดหลักฐานที่อ้างอิงรายงานจุดวัดที่ 1 ปีและ 5 ปี ไม่มีตัวเลขเฉพาะที่ 3 ปี จึงไม่ระบุตัวเลขในช่วงนั้น

กระเพาะจะกลับมาขยายเหมือนเดิมไหม?

การเย็บเป็นแบบ full-thickness และไม่มีการตัดกระเพาะออก ข้อมูลถึง 5 ปีแสดงว่าการลดน้ำหนักยังวัดได้ในกลุ่มที่ติดตามได้ เกินจากนั้นยังไม่มีข้อสรุป ควรประเมินรายบุคคลด้วยการส่องกล้อง

ถ้าน้ำหนักกลับมา ทำซ้ำได้ไหม?

เป็นไปได้ในบางกรณีเพราะไม่มีการตัดกระเพาะออก แต่ต้องประเมินรายกรณีจากผลส่องกล้องและสุขภาพโดยรวม ทีมแพทย์มักเริ่มจากการหาสาเหตุและปรับแผนโภชนาการก่อน

ต้องมาติดตามผลบ่อยแค่ไหน?

ถี่ที่สุดในปีแรกซึ่งปรับแผนมากที่สุด จากนั้นห่างขึ้นตามผลลัพธ์และภาวะสุขภาพ ทีมแพทย์กำหนดตารางรายบุคคลตั้งแต่ก่อนทำหัตถการ

แหล่งอ้างอิง

  1. Five-year outcomes of endoscopic sleeve gastroplasty for the treatment of obesity (Clin Gastroenterol Hepatol, 2021)
  2. Endoscopic sleeve gastroplasty for treatment of class 1 and 2 obesity (MERIT): a prospective, multicentre, randomised trial (Lancet, 2022)
  3. Establishing standards of practice for endoscopic sleeve gastroplasty: a global expert consensus using a modified Delphi method (FITE-1) (Gastrointest Endosc, 2025)
  4. Meta-regression of endoscopic sleeve gastroplasty versus intragastric balloon (Sci Rep, 2026)
  5. ASGE–ESGE guideline on primary endoscopic bariatric and metabolic therapies for adults with obesity (Gastrointest Endosc, 2024)
  6. Weight maintenance after discontinuation of GLP-1 therapies (eClinicalMedicine, 2026)
  7. ATTAIN — endoscopic sleeve gastroplasty after GLP-1 discontinuation ((ข้อมูลเบื้องต้นจากที่ประชุมวิชาการ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยผู้ทรงคุณวุฒิฉบับเต็ม), 2026)
  8. Efficacy and safety of endoscopic sleeve gastroplasty: a systematic review and meta-analysis (Clin Gastroenterol Hepatol, 2020)
  9. IFSO Bariatric Endoscopy Committee evidence-based review and position statement on endoscopic sleeve gastroplasty (Obes Surg, 2024)

บทความที่เกี่ยวข้อง

Weight Management

ESG เย็บกระเพาะ: ลดน้ำหนักไม่ผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง ทางเลือกสำหรับคนที่ลดน้ำหนักยาก

ESG เย็บกระเพาะ คือการลดน้ำหนักไม่ผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง โดยทีมแพทย์ ทำความเข้าใจวิธีการ ใครเหมาะ ลดได้เท่าไหร่ พักฟื้นกี่วัน ที่ YOUNIFY Clinic สีลม

Weight Management

เย็บกระเพาะ ใครทำได้บ้าง เกณฑ์คัดเลือกผู้รับบริการ ESG และใครที่ยังไม่เหมาะ

เย็บกระเพาะ ใครทำได้บ้าง เกณฑ์ BMI ตามแนวปฏิบัติ ASGE–ESGE 2024 ข้อห้ามที่ต้องรู้ เช็กลิสต์ประเมินตัวเอง 3 กลุ่ม และขั้นตอนประเมินจริง โดยทีมแพทย์ YOUNIFY สีลม

Weight Management

หลังทำ ESG ต้องกินอะไร พักฟื้นกี่วัน — ไทม์ไลน์การฟื้นตัวและอาหารทีละระยะ

หลังเย็บกระเพาะ กินอะไรได้บ้าง พักฟื้นกี่วัน ไทม์ไลน์การฟื้นตัวหลัง ESG ทีละระยะ ตารางอาหาร 4 ขั้น กลับไปทำงานและออกกำลังกายเมื่อไหร่ พร้อมสัญญาณเตือนที่ต้องติดต่อทีมแพทย์ทันที โดยทีมแพทย์ YOUNIFY สีลม

หมายเหตุทางการแพทย์

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่แทนการตรวจ วินิจฉัย หรือรักษาโดยแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการเปลี่ยนเร็ว หรือมีภาวะฉุกเฉิน ควรพบแพทย์ทันที

ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ

อยากรู้ว่าแผนดูแลแบบไหนเหมาะกับคุณ?

ส่งรายละเอียดอาการ ประวัติสุขภาพ ยาหรือหัตถการที่เคยทำ และเป้าหมายที่ต้องการ ทีมงานจะช่วยนัดหมายเพื่อประเมินกับแพทย์

ปรึกษาอาการกับ YOUNIFY Clinic