ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าช่วยเรื่องอาการได้ในบางราย แต่ไม่ได้ทำให้กระดูกอ่อนกลับคืนและไม่ได้หยุดการเสื่อม พร้อมตารางลำดับการดูแลเข่าเสื่อม โดยทีมแพทย์ YOUNIFY กรุงเทพฯ
สารบัญ
สรุปสำคัญ
- ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า (การฉีดสารไฮยาลูโรนิกแอซิดเข้าข้อ) ช่วยได้ที่ "อาการ" เป็นหลัก บางรายรู้สึกว่าอาการปวดและความฝืดของข้อดีขึ้นได้ช่วงหนึ่ง ทำให้เดินได้มากขึ้นและทำกายภาพบำบัดได้ดีขึ้น แต่เมื่อรวมผลการศึกษาทั้งหมดเข้าด้วยกัน ขนาดของผลโดยเฉลี่ยเมื่อเทียบกับยาหลอกยังเล็กกว่าเกณฑ์ที่ถือว่ามีความหมายทางคลินิก สิ่งที่การฉีดทำไม่ได้คือทำให้กระดูกอ่อนที่สึกไปแล้วกลับคืนมา และไม่ได้หยุดการดำเนินของโรคข้อเข่าเสื่อม ที่ YOUNIFY Clinic สีลม กรุงเทพฯ ทีมแพทย์จึงถือว่าการฉีดเป็นหนึ่งขั้นของการดูแล ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย และประเมินก่อนเสมอว่าเข่าของคุณอยู่ตรงไหนของลำดับการรักษา
- บทความนี้เขียนให้อ่านจบแล้วตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ทั้งเรื่องที่คลินิกซึ่งขายการฉีดมักพูด และเรื่องที่มักไม่พูด หากคุณต้องการภาพรวมของโรคก่อน อ่าน ปวดเข่า เข่าเสื่อม รักษายังไง แล้วค่อยกลับมาหน้านี้
น้ำเลี้ยงข้อคืออะไร แล้วการฉีดทำอะไร
ในข้อเข่าปกติมีของเหลวใสหนืดอยู่ในโพรงข้อ เรียกว่า น้ำไขข้อ (synovial fluid = ของเหลวหล่อลื่นภายในข้อ) องค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของมันคือ ไฮยาลูโรนิกแอซิด (hyaluronic acid = สารโมเลกุลใหญ่ที่ทำให้ของเหลวมีความหนืด) ซึ่งทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน คือหล่อลื่นผิวข้อขณะเคลื่อนไหว และช่วยกระจายแรงกระแทกขณะลงน้ำหนัก
เมื่อข้อเข่าเสื่อม น้ำไขข้อมักเจือจางลงและความหนืดลดลง การเสียดสีจึงมากขึ้น การฉีดสารไฮยาลูโรนิกแอซิดเข้าข้อ (บางที่เรียกว่า viscosupplementation = การเติมความหนืดให้ข้อ) คือการเติมสารที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงของเดิมกลับเข้าไปในโพรงข้อ โดยแพทย์ฉีดเข้าที่ช่องข้อโดยตรง
จุดที่ต้องเข้าใจให้ตรงกันตั้งแต่ต้นคือ สิ่งที่ถูกเติมเข้าไปคือ ของเหลวในข้อ ไม่ใช่กระดูกอ่อน การฉีดจึงเปลี่ยนสภาพแวดล้อมภายในข้อชั่วระยะหนึ่ง ไม่ได้เปลี่ยนตัวโครงสร้างที่สึกไปแล้ว
การฉีดข้ออยู่ตรงไหนของลำดับการดูแลเข่าเสื่อม
แนวทางดูแลข้อเข่าเสื่อมทั่วโลกวางเป็น "ขั้นบันได" คือเริ่มจากวิธีที่ความเสี่ยงต่ำสุดก่อน แล้วขยับขึ้นเมื่อขั้นก่อนหน้าไม่พอ ขั้นที่ 1 ไม่ได้เลิกทำเมื่อขึ้นขั้นถัดไป แต่ทำต่อเนื่องควบคู่ไปตลอด
| ขั้น | ทำอะไร | เหมาะกับใคร | คาดหวังอะไรได้ |
|---|---|---|---|
| 1. ปรับพฤติกรรม + กายภาพบำบัด | คุมน้ำหนัก · เสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อรอบเข่า · ปรับกิจกรรมที่กระตุ้นอาการ · ให้ความรู้เรื่องโรค | ทุกคนที่มีข้อเข่าเสื่อม ไม่ว่าอยู่ระยะไหน | เป็นพื้นฐานที่ทำให้ทุกขั้นถัดไปได้ผลดีขึ้น · ต้องทำต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำเป็นคอร์ส |
| 2. ยา | ยาบรรเทาปวด/ลดอักเสบ ทั้งชนิดทาและชนิดรับประทาน ตามที่แพทย์สั่งและติดตาม | ผู้ที่อาการรบกวนกิจวัตร ทั้งที่ทำขั้นที่ 1 อยู่แล้ว | บรรเทาอาการเป็นช่วง ๆ · ต้องดูข้อจำกัดรายบุคคล เช่น โรคไต โรคกระเพาะ ยาที่ใช้อยู่เดิม |
| 3. ฉีดเข้าข้อ — สเตียรอยด์ · HA · PRP | ฉีดยาเข้าโพรงข้อโดยแพทย์ · สเตียรอยด์เน้นลดอักเสบช่วงกำเริบ · HA เน้นหล่อลื่นและรับแรง · PRP (เกล็ดเลือดเข้มข้นจากเลือดตัวเอง) เป็นอีกทางเลือกที่หลักฐานยังไม่ลงตัว | ผู้ที่ทำขั้นที่ 1–2 แล้วยังปวดรบกวนชีวิต และยังไม่ถึงระยะที่แนะนำให้ผ่าตัด | บรรเทาอาการได้ในบางราย ระยะเวลาต่างกันมากในแต่ละคน · ไม่เปลี่ยนโครงสร้างข้อ · มีผู้รับบริการส่วนหนึ่งที่ฉีดแล้วอาการไม่เปลี่ยน |
| 4. หัตถการผ่านสายสวน | การอุดหลอดเลือดแดงรอบข้อเข่า (GAE) — ใส่สายสวนขนาดเล็กเพื่อลดเลือดที่ไปเลี้ยงเยื่อบุข้อที่อักเสบ ไม่มีการเปิดแผลผ่าตัด | ผู้ที่ผ่านขั้นที่ 1–3 แล้วอาการยังรบกวน แต่ยังไม่ถึงระยะที่แนะนำให้เปลี่ยนข้อ — และต้องผ่านการประเมินรายบุคคล | เป็นทางเลือกในการดูแลอาการปวดสำหรับบางราย · เหมาะกับบางคนเท่านั้น ต้องดูจากเข่าของแต่ละคน |
| 5. ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า | เปลี่ยนผิวข้อที่เสียหายด้วยข้อเทียม | ข้อเข่าเสื่อมระยะท้ายที่โครงสร้างเสียหายมาก และวิธีอื่นไม่พอแล้ว | แก้ที่ต้นเหตุเชิงโครงสร้าง โดยแลกกับระยะพักฟื้นที่ยาวกว่า |
การฉีดข้อจึงอยู่ ขั้นที่ 3 ไม่ใช่จุดเริ่มต้น และไม่ใช่จุดสุดท้าย ถ้ายังไม่ได้ทำขั้นที่ 1 อย่างจริงจัง การฉีดมักได้ผลไม่เต็มที่ เพราะกล้ามเนื้อที่อ่อนแรงและน้ำหนักที่ยังกดข้ออยู่จะดึงอาการกลับมาเร็วกว่าที่ควร
ช่วยอะไรได้จริง
หนึ่ง — บางรายรู้สึกว่าอาการปวดและความฝืดดีขึ้นช่วงหนึ่ง โดยเฉพาะช่วงเริ่มเคลื่อนไหวหลังนั่งนาน หลายคนบอกว่าเข่า "ลื่นขึ้น" มากกว่าจะบอกว่า "หายปวด" ซึ่งตรงกับสิ่งที่กลไกของมันทำได้ แต่ต้องพูดให้ครบว่า เมื่อรวมผลการศึกษาทั้งหมดเข้าด้วยกัน ขนาดของผลโดยเฉลี่ยเมื่อเทียบกับยาหลอกยังเล็กกว่าเกณฑ์ที่ถือว่ามีความหมายทางคลินิก และยังไม่มีงานวิจัยที่ระบุล่วงหน้าได้ว่าใครคือกลุ่มที่จะตอบสนอง
สอง — เปิดหน้าต่างเวลาให้ทำอย่างอื่นได้ นี่คือประโยชน์ที่ถูกประเมินค่าต่ำที่สุด คนที่ปวดจนออกกำลังกายไม่ได้ มักติดอยู่ในวงจรที่กล้ามเนื้อยิ่งลีบ ข้อยิ่งรับแรงหนักขึ้น และยิ่งปวด ถ้าการฉีดทำให้ช่วงหนึ่งเดินและทำกายภาพบำบัดได้ ช่วงเวลานั้นคือของจริงที่ควรใช้ให้คุ้ม
สาม — เป็นหัตถการที่ทำแบบผู้ป่วยนอก ฉีดเสร็จผู้รับบริการส่วนใหญ่กลับบ้านได้ในวันเดียว ไม่ต้องดมยาสลบ ไม่มีแผลผ่าตัด ทีมแพทย์จะอธิบายอาการที่พบได้หลังฉีด เช่น ปวดตึงหรือบวมบริเวณที่ฉีดในช่วงสั้น ๆ และสัญญาณที่ต้องกลับมาพบแพทย์ก่อนนัด
สิ่งที่ต้องพูดคู่กันเสมอ: ระยะเวลาที่ช่วยได้ต่างกันมากในแต่ละบุคคล และมีผู้รับบริการส่วนหนึ่งที่ฉีดแล้วอาการไม่เปลี่ยนเลย นอกจากนี้การทบทวนงานวิจัยขนาดใหญ่ยังรายงานว่ากลุ่มที่ได้รับการฉีดสารไฮยาลูโรนิกแอซิดเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง เช่น ภาวะที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล มากกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอก ทีมแพทย์จะอธิบายทั้งอาการที่พบได้ทั่วไปและความเสี่ยงข้อนี้ให้ฟังก่อนตัดสินใจทุกครั้ง ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล จึงควรตกลงกับทีมแพทย์ตั้งแต่ก่อนฉีดว่าจะวัดผลอย่างไรและเมื่อไร เช่น ระยะทางที่เดินไหว ความยากในการขึ้นลงบันได หรือจำนวนคืนที่ปวดจนตื่น
ช่วยอะไรไม่ได้ — ส่วนที่สำคัญที่สุดของหน้านี้
ไม่ได้ทำให้กระดูกอ่อนที่สึกไปแล้วกลับคืนมา ยังไม่มีการฉีดชนิดใดในขั้นที่ 3 ที่มีหลักฐานว่าสร้างกระดูกอ่อนใหม่ทดแทนส่วนที่หายไป สิ่งที่เปลี่ยนคือของเหลวในข้อ ไม่ใช่ผิวข้อ และในกรณีของสเตียรอยด์ มีงานวิจัยที่ติดตามระยะยาวพบว่าการฉีดซ้ำเป็นระยะสัมพันธ์กับการสูญเสียกระดูกอ่อนมากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทีมแพทย์ไม่ฉีดถี่เกินความจำเป็น
ไม่ได้หยุดการดำเนินของโรค ข้อเข่าเสื่อมเป็นภาวะที่ดำเนินไปตามเวลาและตามแรงที่ข้อรับ การฉีดจัดการกับ "ความรู้สึกของข้อ" ไม่ได้จัดการกับ "โครงสร้างของข้อ" พูดให้ตรงคือ การฉีดคือการซื้อเวลาให้สบายขึ้นเพื่อไปทำอย่างอื่นต่อ ไม่ใช่การซ่อม
ไม่ได้ทดแทนการสร้างกล้ามเนื้อและการคุมน้ำหนัก ถ้าใช้การฉีดแทนขั้นที่ 1 แทนที่จะใช้ควบคู่กัน ช่วงที่สบายมักสั้นลงเรื่อย ๆ ในแต่ละรอบ
และข้อที่คลินิกส่วนใหญ่ไม่เขียนไว้: เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ องค์กรวิชาชีพระดับนานาชาติเห็นไม่ตรงกัน แนวปฏิบัติบางฉบับให้น้ำหนักกับการฉีดสารไฮยาลูโรนิกแอซิดในข้อเข่าเสื่อมค่อนข้างน้อย โดยให้เหตุผลว่าขนาดของผลที่วัดได้ในภาพรวมยังไม่ชัดเจนพอเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม ขณะที่แนวปฏิบัติอีกกลุ่มยังคงไว้เป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่คัดเลือกแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่มีข้อห้ามใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือยังมีอาการอยู่แม้ใช้ยากลุ่มนี้แล้ว และยังไม่ถึงระยะที่ต้องผ่าตัด
เราเขียนเรื่องนี้ไว้ตรง ๆ เพราะการที่หลักฐานยังไม่ลงตัวไม่ได้แปลว่าการฉีดไม่มีประโยชน์ และไม่ได้แปลว่าทุกคนควรฉีด มันแปลว่า การตัดสินใจต้องเป็นรายบุคคล โดยดูจากระยะของโรค อาการที่รบกวนจริง สิ่งที่เคยทำมาแล้ว และเป้าหมายของแต่ละคน คลินิกที่บอกว่าการฉีดได้ผลกับทุกคน กับคลินิกที่บอกว่าการฉีดไม่มีประโยชน์เลย ต่างก็ข้ามความจริงข้อนี้ไปทั้งคู่
ใครที่ควรคุยเรื่องทางเลือกถัดไป
สี่ข้อนี้ไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัด แต่แปลว่าถึงเวลากลับมาประเมินใหม่
- 1. ฉีดแล้วช่วงที่สบายสั้นลงเรื่อย ๆ ทุกรอบ — ต้องฉีดถี่ขึ้นเพื่อให้ได้ความสบายเท่าเดิม
- 2. ฉีดครบตามแผนแล้วอาการไม่ขยับ — ไม่ใช่ทุกคนตอบสนองต่อการฉีด และการฉีดซ้ำในคนที่ไม่ตอบสนองตั้งแต่แรกมักไม่เปลี่ยนผล
- 3. เริ่มปวดตอนพัก หรือปวดตอนกลางคืน — ปวดที่ไม่สัมพันธ์กับการใช้งานเป็นสัญญาณที่ควรให้แพทย์ประเมินใหม่ ไม่ใช่สัญญาณให้ฉีดเพิ่ม
- 4. ระยะทางที่เดินไหวสั้นลงจนกระทบชีวิตประจำวัน — เลิกไปตลาด เลิกขึ้นบันได เลี่ยงการเดินทาง
ระหว่าง "การฉีด" กับ "การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า" ยังมีทางเลือกอยู่ตรงกลาง เช่น การอุดหลอดเลือดแดงรอบข้อเข่า (GAE) ซึ่งเป็นหัตถการผ่านสายสวนที่ไม่มีแผลผ่าตัด และเหมาะกับบางคนเท่านั้น หากคุณกำลังชั่งใจระหว่างสองทางนี้อยู่ อ่าน GAE กับผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ต่างกันยังไง ต่อได้
ราคา
ที่ YOUNIFY Clinic ค่าฉีดยาเข้าข้อ (Joint Injection) เริ่มต้น 15,000 บาทต่อคอร์ส ราคาสุดท้ายขึ้นกับการประเมินของทีมแพทย์และสิ่งที่ต้องทำร่วมด้วยในแต่ละราย
คำถามที่สำคัญกว่าราคาต่อครั้งคือ เข่าของคุณอยู่ขั้นไหนของบันได เพราะถ้ายังไม่ได้ทำขั้นที่ 1 อย่างจริงจัง หรือถ้าเข่าเลยจุดที่การฉีดจะช่วยได้แล้ว เงินก้อนเดียวกันนั้นควรถูกใช้กับอย่างอื่น เราจึงประเมินก่อนเสมอ แล้วค่อยคุยกันว่าควรฉีดหรือไม่
คำถามที่พบบ่อย
ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า ช่วยได้จริงไหม
ช่วยได้ในบางราย และช่วยที่อาการเป็นหลัก คือปวดน้อยลงและข้อฝืดน้อยลงได้ช่วงหนึ่ง ทำให้เดินและทำกายภาพบำบัดได้ดีขึ้น แต่มีผู้รับบริการส่วนหนึ่งที่ฉีดแล้วอาการไม่เปลี่ยน และระยะเวลาที่ช่วยได้ต่างกันมากในแต่ละบุคคล จึงควรตกลงกับทีมแพทย์ตั้งแต่ก่อนฉีดว่าจะวัดผลอย่างไรและเมื่อไร
ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า อยู่ได้นานแค่ไหน
ต่างกันมากในแต่ละบุคคล ขึ้นกับระดับความเสื่อมของข้อ น้ำหนักตัว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบเข่า และกิจกรรมประจำวัน หน้านี้จึงไม่ระบุจำนวนเดือนตายตัว เพราะตัวเลขกลาง ๆ มักทำให้เข้าใจผิดมากกว่าช่วยตัดสินใจ สิ่งที่ทำได้คือบันทึกอาการของตัวเองไว้แล้วดูว่าช่วงที่สบายในแต่ละรอบสั้นลงหรือไม่
ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า ต่างจากฉีดสเตียรอยด์อย่างไร
เป้าหมายต่างกัน สเตียรอยด์มุ่งลดการอักเสบในช่วงที่อาการกำเริบ มักออกฤทธิ์เร็วกว่า แต่ช่วงที่ช่วยมักสั้นกว่าและมีข้อจำกัดเรื่องความถี่ในการฉีดซ้ำ ส่วนไฮยาลูโรนิกแอซิดมุ่งไปที่การหล่อลื่นและช่วยรับแรงในข้อ มักต้องใช้เวลาสักระยะกว่าจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง ทั้งสองอย่างจัดการที่อาการ ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างข้อ การเลือกใช้ขึ้นกับการประเมินของทีมแพทย์
ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าแล้วกระดูกอ่อนจะงอกกลับมาไหม
ไม่ กระดูกอ่อนที่สึกไปแล้วไม่กลับคืนมาจากการฉีด และการฉีดไม่ได้หยุดการดำเนินของโรค สิ่งที่การฉีดให้ได้คือช่วงเวลาที่ข้อรู้สึกดีขึ้น ซึ่งควรใช้ไปกับการสร้างกล้ามเนื้อรอบเข่า คุมน้ำหนัก และปรับกิจกรรมที่กระตุ้นอาการ
ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า ราคาเท่าไหร่
ที่ YOUNIFY Clinic ค่าฉีดยาเข้าข้อ เริ่มต้น 15,000 บาทต่อคอร์ส ราคาสุดท้ายขึ้นกับการประเมินของทีมแพทย์และสิ่งที่ต้องทำร่วมด้วยในแต่ละราย คำถามที่สำคัญกว่าราคาต่อครั้งคือเข่าของคุณอยู่ขั้นไหนของลำดับการดูแล เพราะถ้าเข่าเลยจุดที่การฉีดจะช่วยได้แล้ว เงินก้อนเดียวกันควรถูกใช้กับอย่างอื่น
ต้องฉีดกี่ครั้ง และฉีดซ้ำได้บ่อยแค่ไหน
ขึ้นกับชนิดของสารที่ใช้และการประเมินของทีมแพทย์ บางรูปแบบฉีดครั้งเดียว บางรูปแบบฉีดเป็นชุดหลายครั้ง สิ่งที่ควรตกลงกันไว้ล่วงหน้ามากกว่าจำนวนครั้งคือ ถ้าฉีดครบตามแผนแล้วอาการไม่ขยับ ขั้นต่อไปคืออะไร
ฉีดแล้วไม่ดีขึ้น ควรทำอย่างไรต่อ
กลับมาประเมินใหม่ อย่าเพิ่มความถี่ในการฉีดเอง สัญญาณที่ควรกลับมาคุยกับทีมแพทย์คือ ช่วงที่สบายสั้นลงทุกรอบ ฉีดครบแล้วอาการไม่ขยับ เริ่มปวดตอนพักหรือปวดตอนกลางคืน และเดินได้สั้นลงจนกระทบชีวิตประจำวัน ระหว่างการฉีดกับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่ายังมีทางเลือกตรงกลาง เช่น การอุดหลอดเลือดแดงรอบข้อเข่า ซึ่งเหมาะกับบางคนเท่านั้นและต้องประเมินรายบุคคล
แหล่งอ้างอิง
- Recommendations for the management of hip and knee osteoarthritis: A systematic review of clinical practice guidelines (Osteoarthritis Cartilage, 2023)
- 2019 American College of Rheumatology/Arthritis Foundation Guideline for the Management of Osteoarthritis of the Hand, Hip, and Knee (Arthritis Rheumatol, 2020)
- Osteoarthritis in over 16s: diagnosis and management (NICE guideline NG226) (National Institute for Health and Care Excellence, 2022)
- An updated algorithm recommendation for the management of knee osteoarthritis from ESCEO (Semin Arthritis Rheum, 2019)
- OARSI guidelines for the non-surgical management of knee, hip, and polyarticular osteoarthritis (Osteoarthritis Cartilage, 2019)
- Viscosupplementation for knee osteoarthritis: systematic review and meta-analysis (BMJ, 2022)
- Viscosupplementation for osteoarthritis of the knee: a systematic review and meta-analysis (Ann Intern Med, 2012)
- Osteoarthritis (Lancet, 2019)
- Effect of Intra-articular Platelet-Rich Plasma vs Placebo Injection on Pain and Medial Tibial Cartilage Volume in Patients With Knee Osteoarthritis: The RESTORE Randomized Clinical Trial (JAMA, 2021)
- Comparative effectiveness of pharmacologic interventions for knee osteoarthritis: a systematic review and network meta-analysis (Ann Intern Med, 2015)
- Exercise for osteoarthritis of the knee (Cochrane Database Syst Rev, 2024)
- Effects of intensive diet and exercise on knee joint loads, inflammation, and clinical outcomes among overweight and obese adults with knee osteoarthritis: the IDEA randomized clinical trial (JAMA, 2013)
หมายเหตุทางการแพทย์
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่แทนการตรวจ วินิจฉัย หรือรักษาโดยแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการเปลี่ยนเร็ว หรือมีภาวะฉุกเฉิน ควรพบแพทย์ทันที
ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ
อยากรู้ว่าแผนดูแลแบบไหนเหมาะกับคุณ?
ส่งรายละเอียดอาการ ประวัติสุขภาพ ยาหรือหัตถการที่เคยทำ และเป้าหมายที่ต้องการ ทีมงานจะช่วยนัดหมายเพื่อประเมินกับแพทย์
ปรึกษาอาการกับ YOUNIFY Clinic